Custom Search

วันเสาร์ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

โรคอื่นที่มีลักษณะคล้ายกับเด็กสมาธิสั้น

     การที่จะวินิจฉัยว่าเด็กเป็นโรค ADHD จะต้องระวังเพราะหากว่าเป็นโรคนี้แล้วจะต้องให้การรักษาเป็นระยะเวลานาน ดังนั้นจะต้องแยกโรคที่มีลักษณะใกล้เคียงดังตัวอย่างเช่น เด็กปกติมาตลอดแต่เมื่อพ่อแม่เสียชีวิต เด็กมีพฤติกรรมเปลี่ยนไป เด็กที่หูชั้นกลางอักเสบจะมีปัญหาการสื่อสารกันทำให้เด็กมีปัญหาความสัมพันธ์ โรคที่มีลักษณะคล้ายกันเช่น
          -  ความบกพร่องในการเรียนรู้ ( learning disability : LD )
          -  โรคลมชัก
          -  มีปัญหาการได้ยิน
          -  เด็กเป็นโรคซึมเศร้าหรือวิตกกังวล
    
     ผู้ป่วยโรคสมาธิสั้นมักจะพบร่วมกับโรคอะไรบ้าง
    
ผู้ป่วยที่เป็นโรคสมาธิสั้นมักมีปัญหาทางพฤติกรรม การเรียนรู้ และการเข้าสังคมดังนั้นเด็กบางคนอาจจะมีปัญหาที่พบร่วมกันโรคต่าง ๆ ที่อาจจะพบร่วมกันได้แก่
         
มีความบกพร่องในการเรียนรู้
         
Tourette's syndrome ผู้ป่วยจะมีการกระตุกของหน้า ร่วมกับการกระพริบตาถี่ๆ
         
มีภาวะต้านสังคม เริ่มแรกอาจจะมีการดื้อคำสั่ง ทำร้ายเพื่อเมื่อไม่พอใจ หรืออาจจะทำร้ายตัวเอง หากไม่แก้ไขก็อาจจะกลายเป็นภาวะต่อต้านสังคม อาจจะชอบขโมย จุดไฟเผา ทำลายทรัพย์สิน
         
มีความวิตกกังวลหรือซึมเศร้า

สาเหตุของโรคสมาธิสั้น
     สาเหตุที่แท้จริงยังไม่ใครทราบว่าเกิดจากอะไร จากการศึกษาการทำงานของสมองของคนเป็นโรคสมาธิสั้นพบว่าสมองบางส่วนมีการทำงานน้อยกว่าปกติ และยังพบอีกว่าแม่ที่สูบบุหรี่ ดื่มสุราหรือใช้ยาเสพติดระหว่างตั้งครรภ์ อาจจะมีผลทำให้สมองเด็กมีปัญหาในการพัฒนา นอกจากนั้นยังพบว่าสารตะกั่วในสิ่งแวดล้อมก็น่าจะมีส่วนทำให้เกิดโรคนี้

การวินิจฉัยโรค
    
การวินิจฉัยโรคนี้มีความลำบากเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของโรคจะค่อยเป็นค่อยไป โดยที่พ่อแม่หรือคนใกล้ไม่ทันสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลง นอกจากนั้นการเกิดโรคก็สามารถเกิดได้ตั้งแต่อายุ 3-7 ขวบ ดังนั้นโรคนี้มักจะวินิจฉัยโดยคุณครูเนื่องจากเด็กที่เป็นโรคจะแตกต่างจากเด็กอื่นค่อนข้างมาก

ขั้นตอนการวินิจฉัย
    
เมื่อแพทย์ได้รับการปรึกษาจากผู้ปกครองแพทย์จะเริ่มการตรวจวินิจฉัยโรคโดยมีขั้นตอนดังนี้
         
1. วินิจฉัยเพื่อแยกโรคอื่นที่มีลักษณะใกล้เคียง
              
ตรวจดูสิ่งแวดล้อมทั้งที่บ้านและโรงเรียนว่ามีปัญหาความเครียดให้เด็กหรือไม่ พ่อแม่และครูแก้ปัญหาอย่างไร
              
ตรวจดูอารมณ์ของเด็ก
              
ตรวจโรคลมชัก
              
ตรวจเรื่องการได้ยินและการมองเห็น
               ตรวจเรื่องภูมิแพ้และอาหารที่มี caffiene หากเด็กได้รับมากเกินไปอาจจะทำให้เด็กเกิดซุกซน
         
2. แพทย์จะประเมินพฤติกรรมของเด็กว่าเข้าได้กับอาการของโรคสมาธิสั้นหรือไม่ นอกจากนั้นแพทย์อาจจะต้องเฝ้าดูพฤติกรรมของเด็กที่โรงเรียนและที่บ้าน
         
3. แพทย์จะให้ครูทั้งอดีตและปัจจุบันประเมินพฤติกรรมของเด็ก
         
4. มีการทดสอบความสามารถในการปรับตัว สุขภาพจิต IQ ของเด็ก
          
5. แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะประเมินพฤติกรรมของเด็กในสิ่งแวดล้อมต่างกัน เช่นการอ่านหนังสือ ระหว่างคิดเลข ระหว่างการเล่นเกมส์

การใช้ยาในการรักษา
     ยาที่ใช้รักษาเด็กสมาธิสั้นที่ได้แก่ methylphenidate , dextroamphetamine ,  pemoline ยากลุ่มนี้จะช่วยลดความไม่อยู่นิ่งของเด็กและช่วยให้เด็กมีสมาธิในการเรียน ทำงาน การคัดลายมือ และการกีฬา แต่ต้องระลึกไว้เสมอว่ายาเหล่านี้ไม่ใช่ยารักษาโรค ยานี้เป็นเพียงควบคุมอาการของโรค เชื่อว่าการใช้ยากลุ่มนี้ร่วมกับการใช้ พฤติกรรมบำบัด การดูแลด้านจิตใจ และการประคับประคองอย่างอื่นจะช่วยทำให้เด็กดีขึ้น
     ข้อที่ต้องระวังของการใช้ยาเหล่านี้ เนื่องจากยาเหล่านี้หากใช้ไม่ถูกต้องอาจจะเป็นเสพติด ดังนั้นต้องปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ ในเด็กมักไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องติดยา และเมื่อการรักษาได้ผลต้องให้กำลังใจเด็กว่ากว่าการชื่นชมว่าเป็นผลของยาเพราะจะทำให้เด็กต้องพึ่งยา

พ่อแม่ต้องเรียนรู้วิธีการดูแลเด็ก
     ดังที่กล่าวข้างต้น เด็กเหล่านี้จะมีปัญหาเรื่องความสัมพันธ์กับคนในสังคม เด็กจะทรมานกับการทำการบ้านแต่แล้วก็ลืมเอาไปส่งครู เด็กจะมีปัญหากับเพื่อนร่วมชั้น พี่น้อง ส่วนพ่อแม่ที่ไม่เข้าใจเด็กก็จะไม่สนใจเนื่องจากเด็กจะไม่เชื่อฟังพ่อแม่จะไม่สามารถควบคุมเด็ก เด็กจะไม่มีระเบียบวินัย ต่อมาพ่อแม่ก็จะใช้วิธีดุ ตีแม้ว่าจะทราบว่าเป็นวิธีที่ไม่ถูกต้องแต่ก็ไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไร พฤติกรรมการดุด่าและการลงโทษจะทำให้อาการของเด็กแย่ลง เด็กจะดื้อมากขึ้น ต่อต้าน ก้าวร้าว วิธีการที่ดีกว่าคือ การให้คำชมหรือรางวัลเมื่อเด็กแสดงพฤติกรรมที่ถูกต้อง และควบคุมพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม โดยการงดกิจกรรมที่เด็กชอบ หรือตัดสิทธิอื่น ๆ ทั้งพ่อแม่และเด็กจะต้องปรึกษานักจิตเพื่อช่วยกันประคับประคองความรู้สึก พฤติกรรมให้เป็นไปในแนวทางที่ถูกต้อง พ่อและแม่ต้องพูดคุยกับแพทย์เพื่อที่จะได้ช่วยให้ความรู้เกี่ยวกับข้อจำกัด ที่ตัวเด็ก และช่วยแนะนำแนวทางปฏิบัติตัวเพื่อให้เด็กได้ใช้ความสามารถด้านอื่นทดแทนในส่วนที่บกพร่อง

ผู้ใหญ่ก็เป็นโรคสมาธิสั้น
     โรคสมาธิสั้นไม่ใช่โรคที่เกิดกับเด็กเท่านั้น ปัจจุบันพบว่าผู้ใหญ่หลาย ๆ คนก็มีปัญหานี้ทำให้ชีวิตไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร ลักษณะต่อไปนี้จะช่วยบ่งชี้ว่าท่านอาจจะเป็นโรคสมาธิสั้น และต้องได้รับการรักษา
         
มีประวัติบ่งชี้เป็นโรคสมาธิสั้นในเด็ก
          ใจร้อน โมโหง่าย
         
อารมณ์ขึ้นลงเร็ว
         
หุนหัน พลันแล่น ขาดความยับยั้งชั่งใจ
         
สามารถทนกับความเครียด หรือสิ่งที่ทำให้คับข้องใจได้น้อย
          ไม่ค่อยมีสมาธิในการทำงาน
         
รอคอยอะไรนานๆไม่ได้
          มักจะทำงานหลายชิ้นในเวลาเดียวกัน และไม่สำเร็จสักชิ้น
          นั่งนิ่ง ๆ อยู่ได้ไม่นาน
          -  เบื่อง่าย ต้องการสิ่งเร้าใจอยู่เสมอ
         
ไม่มีระเบียบ
         
เปลี่ยนงานบ่อย เนื่องจากความผิดพลาดในการทำงาน
         
ผิดนัด หรือลืมทำเรื่องสำคัญอยู่เสมอ
         
มีปัญหากับคนรอบข้าง เช่น สามี ภรรยา ญาติพี่น้อง หัวหน้าหรือเพื่อนร่วมงาน

วันศุกร์ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

สมาธิสั้น ( Attention Deficit Hyperactivity Disorder : ADHD )


     หากท่านมีลูกคนหนึ่งซนมาก อยู่ไม่เป็นที่ เบื่อง่าย ไม่มีสมาธิในการทำงาน ความสนใจถูกหักเหโดยแสง สี เสียงเพียงเล็กน้อย อาการต่าง ๆ ที่กล่าวเป็นอาการของเด็กสมาธิสั้นหรือที่เรียกว่า Attention Deficit Hyperactive Disorder เด็กจะไม่สามารถนั่งวางแผนหรือทำงานให้สำเร็จลุล่วง ไม่สนใจสิ่งแวดล้อม ไม่สามารถทำงานที่ใช้ทักษะ โรคนี้พบมากในเด็กประมาณร้อยละ 3 - 5 พบในเด็กชายมากกว่าเด็กหญิง 2 - 3 เท่า อาการนี้สามารถดำเนินจนถึงวัยรุ่นทำให้เกิดความเครียด

อาการของเด็กสมาธิสั้น
     การวินิจฉัยโรคนี้ไม่ง่ายเหมือนการตรวจโรคทั่วไป ที่สามารถเห็นด้วยตาหรือการตรวจทางห้องปฏิบัติการ แต่การวินิจฉัยโรคสมาธิสั้นจะอาศัยพฤติกรรมที่มีลักษณะเฉพาะ ซึ่งจะมีลักษณะดังต่อไปนี้
 
     1. การขาดสมาธิ ( Inattention )          
          -  เด็กจะสนใจงานหรือของเล่นเพียงไม่นานหลังจากนั้นก็จะเบื่อ
         
-  ไม่มีความพยายามที่จะทำงานที่ต้องใช้ทักษะ
         
-  มีปัญหาในการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ
         
-  ไม่สามารถทำงานที่ครูหรือพ่อแม่สั่งจนสำเร็จ
         
-  ไม่มีสมาธิในการทำงาน หรือเวลาเล่น
         
-  ไม่สามารถตั้งใจฟัง และเก็บรายละเอียดไม่ได้
         
-  ขี้ลืมบ่อย
         
-  วอกแวกง่าย

     2. เด็กจะไม่อยู่นิ่งและควบคุมตัวเองไม่ได้ ( Hyperactivity )         
          - เคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา
         
- เล่นไปรอบห้อง
         
- พูดคุยตลอด พูดไม่หยุด
         
- เมื่อนั่งอยู่ที่เก้าอี้ก็ไม่สามารถนั่งนิ่ง จะโยกไปโยกมา
         
- แตะสิ่งโน้นสิ่งนี้อยู่ตลอดเวลา
         
- เคาะโต๊ะส่งเสียงดัง
         
- รอคอยไม่เป็น
         
- ชอบขัดจังหวะเวลาที่ผู้อื่นพูดคุยกัน
         
- บางคนอาจจะทำหลาย ๆ อย่างพร้อมกัน

     3.  เด็กจะหุนหัน ( Impulsivity )
          เด็กจะทำ หรือตอบสนองต่อสิ่งเร้าโดยที่ไม่ได้คิด เด็กอาจจะพูดโต้ตอบโดยที่ไม่คิด ข้ามถนนโดยที่ไม่ดูรถ เด็กจะไม่สามารถรอยคอยสิ่งที่ตัวเองต้องการได้ เด็กอาจจะแย่งของเล่นจากเด็กคนอื่น เมื่อไม่พอใจเด็กอาจจะทำลายของเล่นนั้น
    
     ในการประเมินว่าเด็กคนใดจะเป็นโรคสมาธิสั้นหรือไม่นั้น แพทย์จะประเมินพฤติกรรมเป็นมากเกินไปหรือไม่ เป็นระยะเวลานานหรือไม่ อาการเป็นมากขึ้นเรื่อย ๆ และเมื่อเทียบกับเด็กอื่นที่อายุใกล้เคียงกันมีความแตกต่างกันหรือไม่ พฤติกรรมที่เด็กแสดงออกเป็นเพียงตอบสนองต่อเหตุการณ์บางอย่างหรือไม่ พฤติกรรมนั้นเกิดซ้ำ ๆ กันต่างเวลาและต่างสถานที่ แต่อย่างไรก็ตามแพทย์จะมีเกณฑ์วินิจฉัยโรคสมาธิสั้นดังต่อไปนี้

     1. อาการที่แสดงว่าเด็กอยู่ในภาวะที่มีสมาธิสั้น inattention        
         
-  สมาธิของเด็กจะไขว้เขวได้ง่ายโดยอาจจะเกิดจากสิ่งที่มากระทบเพียงเล็กน้อย
         
-  เด็กจะไม่สามารถให้ความสนใจกับรายละเอียด และมักจะเกิดการผิดพลาดจากความประมาท
         
-  มักจะไม่ทำตามคำแนะนำ
         
-  มักจะทำของหายบ่อย เช่น ดินสอ ตุ๊กตา สมุด

     2. อาการที่แสดงว่าเด็กไม่อยู่นิ่ง hyperactivity และ impulsivity        
         
-  เด็กจะไม่อยู่นิ่ง เคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา เป็นคนอยู่ไม่สุข มือและเท้าหยุกหยิกอยู่ตลอดเวลา
         
-   วิ่ง ปีนป่าย หรือลุกจากเก้าในขณะที่เด็กอื่นนั่งกันหมด
         
-  พูดโพล่สวนออกมาโดยที่ยังฟังคำถามไม่เสร็จ
         
-  ไม่สามารถเข้าแถวรอได้
     แต่อย่างไรก็ตามเด็กปกติการสามารถมีอาการเหล่านี้ได้ ดังนั้นการวินิจฉัยจะต้องอาศัยเกณฑ์คือ
          1.  พฤติกรรมเหล่านี้จะต้องเกิดก่อนอายุ 7 ขวบ
          2.  เป็นติดต่อกันอย่างน้อย 6 เดือน
          3.  พฤติกรรมของเด็กจะต้องรุนแรงและมากกว่าเด็กปกติ
          4.  พฤติกรรมเหล่านี้ต้องเกิดอย่างน้อย 2 แห่ง เช่น บ้าน โรงเรียน ที่ทำงาน ที่สาธารณะ


ภาพจาก : Internet

วันอังคารที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

การดูแลเด็กพิการทางสมอง (CP)



     แม้จะมีกลุ่มอาการของเด็ก  Cerebral palsy (C.P.) มากมายแต่ที่เราพอจะให้ความช่วยเหลือและรักษาได้คือ พวก spasticity เท่านั้นในการดูแลรักษาเราจะแบ่งเด็ก spastic cerebral palsy ออกเป็น
     1. Hemiplegia คือพวกที่มี   spasticity ของแขนและขาข้างใดข้างหนึ่งส่วนอีกข้างหนึ่งปกติ
     2. Double hemiplegia   คือ มีลักษณะของ hemiplegia ทั้ง 2 ข้างเพียงแต่ความรุนแรงของแต่ละข้างไม่เท่ากัน
     3. quadriplegia  หรือ total body involvement  พวกนี้มี  involvement ของทั้งแขนและขาทั้ง 2 ข้างเท่า ๆ กัน ส่วนใหญ่ของ cases  พวกนี้มักจะมี neck  หรือ  cranial nerve involvement   ด้วย  ปัจจุบันจึงนิยมที่จะเรียก total body  involvement  มากกว่า quadriplegia
     4. Diplegia คือ involved มากเฉพาะที่ขาทั้ง 2 ข้าง ในขณะที่แขนทั้ง 2 ข้าง gross movement เกือบจะปกติมีเฉพาะส่วนของ fine movement เท่านั้นที่ถูก involved
     5. อื่น ๆ เช่น monoplegia, paraplegia, triplegia พบน้อยมาก โดยเฉพาะ paraplegia ในกรณีนี้ควร rule out spinal cord lesion ออกก่อน ก่อนที่จะบอกว่าเป็น Cerebral palsy ชนิด paraplegia

การรักษา แบ่งเป็นการรักษาด้านกระดูกและข้อ และการรักษาด้านอื่นๆ
     1.ป้องกันความผิดรูปของข้อ ต่างๆ โดยใช้ วิธีทาง
          - กายภาพบำบัด(Physical Therapy) จะช่วยให้เด็กซีพี เรียนรู้การเคลื่อนไหวและการปรับสมดุลย์ของร่างกายได้ดีขึ้น
          - อรรถบำบัด (Speech and Language Therapy) เด็กๆ ที่เป็นซีพี จะได้ฝึกทักษะการสื่อสาร
     2.ลดความเกร็ง โดยใช้ยา
          - ยากิน กลุ่ม diazepam
          - ยาฉีด เฉพาะที่ ที่เป็นที่นิยมในปัจจุบัน คือกลุ่ม Botox
     3.การผ่าตัด
          - การผ่าตัดลดความตึงของกล้ามเนื้อโดยผ่าคลายเฉพาะกล้ามเนื้อที่ยึดตึง
          - การย้ายเอ็น เพื่อสร้างความสมดุลของข้อ
          - การผ่าตัดกระดูก ในรายที่กระดูกถูกดึงจนผิดรูปแล้ว
     4. การให้การดูแลรวมถึงให้กำลังใจ โดยพ่อแม่ผู้ปกครองมีส่วนสำคัญ กับการพัฒนาการด้านอารมณ์ของเด็ก
     5.การรักษาด้านอื่นๆ เช่น การผ่าตัดแก้ไขตาเหล่ น้ำลายยืด การใช้เครื่องช่วยฟัง ใช้ยาควบคุมการชัก รวมถึงปัญหาด้าน จิตเวช


เด็กพิการทางสมอง (Cerebral Palsy : CP)


     CP ย่อมาจาก (Cerebral Palsy) หมายถึง การพิการทางสมอง ซึ่งเด็กจะมีการเคลื่อนไหวร่างกายที่ผิดปกติ การขยับแขนขา ลำตัวใบหน้า ลิ้น รวมถึงการทรงตัวที่ผิดปกติ เด็กที่เป็นโรคนี้มักมี ปัญหาในการควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อปัญหาการพูดคุยและการกินและอาจจะมีปัญหาในการควบคุมลมหายใจเพื่อเปล่งเสียง (เรียกกันว่า Dysarthria)  ในทางการแพทย์ จัดเด็กพิการ CP เป็นภาวะพิการทางสมองชนิดหนึ่ง เด็กพิการซีพี ส่วนใหญ่สติปัญญาดี ไม่ปัญญาอ่อน ประมาณ 70-80% มีค่า IQ มากกว่า 70 บางรายมีการรับรู้ ความรู้สึกที่ผิดปกติด้วย
     เด็กพิการทางสมองซีพี คือเด็กที่มีความเสียหายของเนื้อสมองเกิดขึ้นในช่วงอายุที่สมองยังเจริญไม่เต็มที่และจะไม่สามารถคืนสู่สภาพปกติเพราะเซลล์สมองไม่สามารถแบ่งตัว เพิ่มจำนวนแทนที่ส่วนที่เสียหายได้
     สาเหตุของโรค เกิดขึ้นได้ทั้งก่อน / ระหว่าง / หลังคลอด อาจมีสาเหตุมาจากการติดเชื้อ หรือจากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับแม่ แม่ที่มีความดันโลหิตสูงหรือเป็นโรคเบาหวานอาจเป็นปัญหากับทารกในครรภ์ นอกจากนี้ อาจเป็นปัญหาระหว่างคลอดที่เด็กได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ คลอดยาก สมองได้รับการกระทบกระเทือน เด็กคลอดก่อนกำหนด โดยปกตินั้นเด็กแรกเกิด เนื้อสมองจะยังเจริญเติบโตไม่สมบูรณ์ต้องอาศัย ระยะเวลาประมาณ 6 ปีระบบประสาทส่วนต่างๆ จึงทำงานโดยสมบูรณ์ โดยในช่วง อายุ 2 ปีแรกนั้น ถือเป็นช่วงที่มีอัตราการเจริญที่รวดเร็วเกือบ 80%ของทั้งหมด
     เด็กซีพี อาจจำแนกโดยลักษณะการเคลื่อนไหวได้ 4 ประเภท คือ
          1. Spastic CP จะมีอาการกล้ามเนื้อเกร็งแน่น ไม่สามารถหดตัวได้เหมือนกล้ามเนื้อปกติ มีลักษณะแข็งทื่อ 
          2. Ataxic CP กล้ามเนื้อจะยืดหดอย่างไม่เป็นระบบระเบียบ ทำให้ไม่สามารถควบคุมกล้ามเนื้อได้ หากเด็กมีความเก็บกดทางอารมณ์ หรือเมื่อเวลาตื่นเต้น กล้ามเนื้อจะยิ่งผิดปกติมากขึ้น
          3. Athetoid CP มีอาการกล้ามเนื้อไม่ประสานกัน ทำให้เด็กควบคุมสมดุลย์ไม่ได้ ทำให้โซเซและหกล้มได้ง่าย ประมาณ 1 ใน 4 ของเด็กที่เป็นซีพี จะมีอาการเป็น Atheloid CP
          4. Mixed CP เป็นการผสมผสานลักษณะทั้งสามคือ เด็กคนเดียวอาจมีลักษณะที่กล่าวมาแล้ว โดยประมาณกันว่า 1 ใน 4 ของคนที่เป็น ซีพี จะมีลักษณะของการผสมผสานประเภทนี้


วันพุธที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2554

เมื่อพบว่าลูกเป็น "เด็กพิเศษ"


     คำว่า เด็กพิเศษ เป็นคำที่เรามักได้ยินกันบ่อยๆ ในช่วงหลัง เนื่องจากมีประเด็นข่าวเกี่ยวกับเด็กพิเศษเกิดขึ้นหลายกรณี ไม่ว่าจะเป็นกรณีที่เด็กหนุ่มคนหนึ่งขับรถชนคนตายเนื่องจากมีความบกพร่องทางอารมณ์ในลักษณะของ เด็กพิเศษ หรือกรณีของเด็กที่เป็นโรคออทิสติก หลายคนอาจสงสัยว่าพวกเขาคือใคร และเด็กแบบไหนที่จัดอยู่ในกลุ่มเด็กพิเศษ และเด็กกลุ่มนี้มีความสำคัญอย่างไร

     เมื่อกล่าวถึงเด็กพิเศษ แต่ละคนก็มักมีความเข้าใจที่แตกต่างกันไป บางคนนึกถึงเด็กที่มีความสามารถพิเศษ บางคนนึกถึงเด็กที่มีความบกพร่องเด็กพิเศษ เริ่มได้รับความสนใจ และการดูแลช่วยเหลืออย่างจริงจัง มาเมื่อไม่นานนี้ ทั้งๆ ที่เด็กกลุ่มนี้มีมานานแล้ว ซึ่ง นพ.ทวีศักดิ์ สิริรัตน์เรขา จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นได้กล่าวถึงความหมายของ เด็กพิเศษ (Special Child) ว่าหมายถึง เด็กที่มีความต้องการพิเศษ หรืออีกนัยหนึ่งคือเด็กกลุ่มที่จำเป็นต้องได้รับการดูและ ช่วยเหลือเป็นพิเศษ เพิ่มเติมจากวิธีการตามปกติ ทั้งในด้านการใช้ชีวิตประจำวัน การเรียนรู้ และการเข้าสังคม เพื่อให้เด็กได้รับการพัฒนาเต็มตามศักยภาพของเขาเอง โดยออกแบบการดูแล ช่วยเหลือเด็ก ตามลักษณะความจำเป็น และความต้องการของเด็กแต่ละคนโดยแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก คือ 1. เด็กที่มีความสามารถพิเศษ 2. เด็กที่มีความบกพร่อง และ 3. เด็กด้อยโอกาส

     คุณสรรพสิทธิ์ คุมพ์ประพันธ์ กรรมการสิทธิเด็กแห่งสหประชาชาติ และผู้อำนวยการบริหารมูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก กล่าวถึงวิธีการดูและเด็กพิเศษในกลุ่มที่สอง คือกลุ่มเด็กที่มีความบกพร่อง โดยเด็กในกลุ่มนี้จะมีความบกพร่องในด้านต่างๆ ได้แก่ เด็กที่มีความบกพร่องทางอารมณ์ และพฤติกรรม เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา (Intellectual Disabilities) เด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ (Learning Disabilities) และเด็กออทิสติก

เด็กพิเศษ ปัญหาทางสมองที่ส่งผลต่อพฤติกรรม

     เด็กพิเศษไม่ว่าจะเป็นเด็กออทิสติก หรือ Learining disability หรือ LD ก็อยู่ในกลุ่มเดียวกันคือ มีปัญหาทางสมอง ส่วนใหญ่จะมีความผิดปกติในสมอง วิธีสังเกตเด็กว่ามีความผิดปกติหรือไม่ ให้ดูเช่นว่า นับตัวเลขถอยหลังไม่ได้ ทำให้เห็นว่ามีปัญหาบางอย่างที่สมอง หรือเด็กเรียนไม่ทันเพื่อน รวมทั้งไม่มีพัฒนาการในเรื่องการพูด การคิด การตอบโต้ที่ควรจะเป็นแต่ละช่วงวัย

     เมื่อเด็กมีปัญหาบกพร่องที่สมองจะส่งผลต่อพฤติกรรม พฤติกรรมของเขาที่แสดงออก เช่น สมาธิสั้น ทำให้เขาสื่อสารกับผู้อื่นอย่างต่อเนื่องไม่ได้ เวลาเราบอกให้เขาทำอะไร เขาอาจจะไม่ฟัง และไม่เข้าใจ และที่สำคัญ คือเขาจะไม่เข้าใจเรื่องความเหมาะสม อะไรสมควรทำหรือไม่สมควร เพราะสมองมีปัญหา สุดท้ายคือไม่สามารถควบคุมตัวเองได้เพราะสมองส่วนหน้ามีความผิดปกติ คิดด้วยวิธีการทั่วๆ ไปไม่ได้ ที่ผ่านมาจะเห็นว่าเกิดกรณีบุคคลที่มีความบกพร่องด้านสมองไปขับรถชนคนตาย อันนั้นก็ชัดเจนเลยว่าคนที่มีอาการแบบนี้ไม่ควรขับรถ เพราะการใช้รถใช้ถนนมีปัจจัยที่จะมากระตุ้นอารมณ์ ถูกขับรถปาดหน้า บีบแตรไล่ ก็เกิดปัญหาทางอารมณ์ขึ้นมา ควบคุมตัวเองไม่ได้ก็จะไม่รู้ตัว ไม่รู้เท่าทันตัวเอง

ทำอย่างไร? เมื่อพบว่าลูกเป็นเด็กพิเศษ

     1. พ่อแม่ควรดูพัฒนาการของลูก และให้ความสำคัญต่อการตรวจรักษา โรคเหล่านี้หากเราต้องรู้แต่เนิ่นๆ จะเป็นการดีมาก อาจจะรักษาไม่หายขาด แต่ก็รักษาได้ในระดับที่สามารถใช้ชีวิตได้เช่นคนปกติ ปัจจุบันนี้มีคลินิกเด็กสุขภาพดีตามโพงพยาบาลของรัฐทั่วไป ไม่จำเป็นต้องเป็นโรคภัยไข้เจ็บก็สามารถพาเด็กไปตรวจวัดพัฒนาการตามวัยได้ ทั้งนี้กุมารแพทย์อาจจะตรวจพบความผิดปกติของเด็กได้ ถ้าไม่มีการตรวจดังกล่าว ต่อไปเด็กอาจจะมีปัญหาร้ายแรงขึ้นเรื่อยๆ การให้ความสำคัญต่อการตรวจรักษาจะทำให้พ่อแม่ได้รู้จักอาการของลูกและหาวิธีป้องกันแก้ไขได้ง่ายขึ้น

     2. พาไปรักษาอย่างต่อเนื่อง ถ้ามียาต้องกิน ควรจัดการให้ลูกกินยาให้ครบถ้วนและพาไปทำกิจกรรมบำบัดฟื้นฟูให้ครบถ้วน รวมทั้งจะต้องรู้ว่ามีข้อพึงระวังอะไรบ้างที่จะไม่ไปกระตุ้นให้เด็กมีปัญหาทางอารมณ์หรือแสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม

     3. วิธีที่จะแทรกแซงพฤติกรรมของเด็กกลุ่มนี้ ห้ามไม่ให้ใช้ความรุนแรงอย่างเด็ดขาด เพราะถ้าใช้ความรุนแรงเด็กจะตอบโต้ด้วยวิธีการรุนแรงเช่นเดียวกัน ถ้าเขาแข็งแรงพอ หรือถ้าไม่แข็งแรง เขาจะรอจนแข็งแรงพอแล้วจะตอบโต้หรือถ้าไม่ตอบโต้กับพ่อแม่ก็ไปใช้ความรุนแรงต่อผู้อื่น แล้วเขาจะมีปัญหาทางอารมณ์และจิตใจมากขึ้น เพราะพื้นฐานมีปัญหาอยู่แล้ว

     4. หากเขาแสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสมใช้วิธีการเบี่ยงเบนความสนใจ เพราะเด็กเหล่านี้มีประเด็นหนึ่งร่วมกันคือ สมาธิสั้น เราก็ชักนำเขาให้ไปสนใจเรื่องอื่น เช่น ร้องจะเอาของเล่น ก็เบี่ยงเบนให้ไปสนใจหรือดูอย่างอื่น เป็นต้น

     5. ให้เด็กทำกิจกรรมออกกำลังกาย ต้องเน้นการออกกำลังกายที่ไม่มีการแข่งขันหรือกระตุ้นความเครียด เช่น ว่ายน้ำเล่น เต้นแอโรบิก วิ่งเล่น หรือปีนเขาเดินป่า หากเป็นกีฬาแข่งขันหรือต่อสู้ แข่งขันแล้วสู้ไม่ได้ เขาจะมีปัญหาทางอารมณ์มาก พยายามให้เขาหลีกเลี่ยงการกีฬาที่ต้องต่อสู้ เช่น มวย ฟันดาบ ยูโด หรืออื่นๆ ซึ่งจะกระตุ้นอารมณ์โกรธและใช้ความรุนแรงของเด็ก

     6. ให้เด็กทำกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์ ต้องกระทำภายใต้การควบคุมอย่างใกล้ชิดของพ่อแม่ กิจกรรมเหล่านี้ต้องมีตัวผู้รับประโยชน์จากเกที่ชัดเจน เช่น ไปอ่านหนังสือให้ผู้สูงอายุฟัง หรือไปช่วยดูแลสุขอนามัยของผู้สูงอายุ ไปช่วยประคองเวลาเขาเดินไปเข้าห้องน้ำ จะช่วยทำให้เขาคิดถึงตัวเองน้อยลง เพราะเด็กกลุ่มนี้จะมีปัญหามากขึ้นไปหลายเท่า ถ้าเขาคิดหมกมุ่นกับตัวเองอย่างเดียว นอกจากนั้นการแสดงความชื่นชมของผู้รับประโยชน์จะทำให้เขารู้สึกว่าตนมีคุณค่ามากยิ่งขึ้น มีอะไรดีๆ เหมือนผู้อื่น

     7. ไม่ปล่อยเด็กไว้ตามลำพัง ต้องมีการจัดการดูแลอย่างต่อเนื่อง ถ้าพ่อแม่ไม่สามารถดูและได้ด้วยตนเอง ต้องมีผู้อื่นมารับช่วงดูแลอย่างต่อเนื่อง อย่าปล่อยให้เขาอยู่ตามลำพังหรือทำอะไรตามลำพังเพราะจะมีปัญหาหลายอย่างตามมา โดยเฉพาะถ้าฮอร์โมนเพศเริ่มทำงาน เขาอาจจะมีความก้าวร้าวทางเพศหรือเสพติดทางเพศได้ง่าย เพราะว่าเขาจะไม่สามารถควบคุมตัวเองในด้านต่างๆ โดยเฉพาะในเรื่องเพศเขาจะควบคุมตัวเองไม่ได้ เพราะฉะนั้นเด็กที่เป็นออทิสติกจำนวนหนึ่งจะมีปัญหาเรื่องเพศมาก ถ้าเป็นเด็กผู้ชายก็อาจจะก้าวร้าวหรือคุกคามทางเพศ หรือมีความสนใจจะมีเพศสัมพันธ์กับเพศตรงข้ามโดยง่าย

     8. ลดปัจจัยเร้าหรือกระตุ้นอารมณ์เพศของเด็กกลุ่มนี้ ให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ โดยเฉพาะในช่วงวัยรุ่นเพราะถ้าเขาถูกกระตุ้นเร่งเร้าแล้วเขาควบคุมตัวเองไม่ได้ เขาจะรู้สึกดีเมื่อมีสัมผัสทางเพศ ถ้ารู้สึกดีเขาก็จะหมกมุ่นทางเพศและเรื่องนี้เขาจะมีสมาธิยาวกว่าเรื่องอื่นด้วยเพราะมีแรงขับทางเพศอยู่ในตัว หากมีปัจจัยเร้าเพิ่มเข้ามาด้วยจะแก้ไขยากเพราะความบกพร่องของสมองส่วนหน้าทำให้เขาปราศจากความยับยั้งชั่งใจเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

     9. ถ้าเด็กเล่นคอมพิวเตอร์ พ่อแม่ต้องควบคุมด้วยการใช้โปรแกรมควบคุมการเข้าอินเตอร์เน็ต ต้องคอยระวังไม่ให้เด็กได้สัมผัสเรื่องความรุนแรงและเรื่องเพศ

     10. ทำความเข้าใจกับชุมชน ผมไม่แนะนำให้พ่อแม่เด็กเก็บลูกไว้กับบ้านอย่างเดียว เพราะกลัวจะไปมีปัญหา ควรจะทำความเข้าใจกับเด็กในชุมชน หาโอกาสให้เด็กไปเล่น หรือคบหากับเด็กในชุมชนบ้างโดยที่เราต้องติดตามไปดูแล

     11. ในเรื่องการเรียน พ่อแม่ต้องตรวจสอบดูระบบโรงเรียนด้วยว่า โรงเรียนสามารถจะรองรับเด็กกลุ่มนี้ได้ไหม เช่น มีมาตรการพิเศษในการติดตามดูและเด็กกลุ่มนี้ และต้องดูว่าในโรงเรียนมีคุณครูที่ได้รับการอบรมมาเพื่อดูแลเด็กกลุ่มนี้หรือไม่ เพราะเด็กกลุ่มนี้มักจะมีปัญหาด้านพฤติกรรมซึ่งแบ่งเป็น 2 ทาง

            11.1. เด็กอาจจะเป็นเป้าหมายในการรังแกของเด็กอื่น

            11.2. เด็กอาจจะไปรังแกเด็กอื่นเพราะควบคุมพฤติกรรมตัวเองไม่ได้

     เพราะฉะนั้นการดูแลเด็กเหล่านี้จะต้องมีความรู้ความเข้าใจพอสมควรที่จะทำให้เขาไม่ถูกรังแก ขณะเดียวกันก็สามารถป้องกันไม่ให้เขาไปรังแกเด็กอื่น เพราะฉะนั้นการเลือกโรงเรียนสำคัญมากสำหรับเด็กกลุ่มนี้ และแม้ว่านโยบายของกระทรวงศึกษาธิการจะมีอยู่ว่าให้เด็กเหล่านี้เรียนร่วมกับเด็กปกติ แต่พ่อแม่ต้องดูว่าอาจไม่มีกลไกที่จะช่วยเหลือให้โรงเรียนทั่วไปมีความสามารถในการดูและเด็กกลุ่มนี้ เมื่อเป็นเช่นนี้จะเกิดอันตรายมากในการเอาเด็กไปไว้ในโรงเรียนปนกับเด็กปกติ โดยที่เด็กมีปัญหาอาจจะถูกต่อต้านจากนักเรียนคนอื่น และผู้ปกครองเพราะเด็กไปรังแกเด็กอื่น ปรากฏการณ์นี้มักเกิดขึ้นเป็นประจำ ในขณะเดียวกันพ่อแม่ของเด็กก็อาจจะรู้สึกแย่มากที่นักเรียนอื่นในโรงเรียนรุมกันรังแกลูก ลูกเองก็อยู่ในสภาพย่ำแย่ในแง่จิตใจ เพราะฉะนั้นการเลือกโรงเรียนเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดที่ต้องพิจารณาโดยรอบคอบและเมื่อเลือกโรงเรียนแล้ว จะต้องพูดคุยกับคุณครูที่มีความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้ ว่ามีข้อควรระวังอะไรบ้างเกี่ยวกับเด็กคนนี้ มีเงื่อนไขอะไรบ้างที่ต้องดูและเด็กคนนี้ เช่น การกินยา รวมทั้งนำเอาวิธีการแนะนำของแพทย์มาบอกคุณครูด้วย


ที่มา : วารสารทอฝันปันรัก มูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก