Custom Search

วันศุกร์ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ใครมีพ่อไม่เหมือนคนอื่น ดูคลิปนี้






"บางทีอาจจะไม่มีพ่อที่ดีที่สุด...แต่มีพ่อที่รักคุณมากที่สุด"



ที่มา :โฆษณาชุด "Silence Of Love" ของไทยประกันชีวิต

วันศุกร์ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

การจัดการศึกษาเด็กที่มีความบกพร่องทางการเห็น


   เด็กที่มีความบกพร่องทางการเห็น  
เด็กที่มีความบกพร่องทางการเห็น หมายถึงเด็กที่มองไม่เห็น (ตาบอดสนิท) หรือพอเห็นแสงเลือนรางและมีความบกพร่องทางสายตาทั้งสองข้าง โดยมีความสามารถในการเห็นได้ไม่ถึงหนึ่งส่วนสองของคนสายตาปกติ เด็กที่มีความบกพร่องทางการเห็น จำแนกได้ 2 ประเภท คือ
1. เด็กตาบอด คือ เด็กที่มองไม่เห็น หรืออาจจะมองเห็นบ้างไม่มากนัก แต่ไม่สามารถใช้สายตาให้เป็นประโยชน์ในการเรียนได้
2. เด็กสายตาเลือนราง คือ เด็กที่มีความบกพร่องทางสายตา สามารถมองเห็นแต่ไม่เท่ากับเด็กปกติ

   การให้ความช่วยเหลือ  
เด็กที่มีความบกพร่องทางการเห็นครูจึงควรปฏิบัติต่อเด็กที่มีความบกพร่องทางการเห็นตามโอกาสและสถานการณ์ดังนี้
1. ไม่ควรพูดกับเด็กโดยคิดว่าเด็กหูหนวก การที่เด็กมีความบกพร่องทางการเห็นไม่ได้หมายความว่าหูตึงไปด้วย การใช้เสียงและน้ำเสียงที่มีความไพเราะอ่อนโยนจะสร้างความรู้สึกที่ดีให้กับเด็ก เด็กจะรับรู้ถึงน้ำเสียงของคนพูดได้มาก และรับรู้ถึงอารมณ์ของผู้พูดจากน้ำเสียงด้วย
2. หากต้องการจะพูดเรื่องที่เกี่ยวกับเด็กและเด็กที่อยู่ที่นั่นด้วย ต้องพูดกับเขาโดยตรง ไม่ควรพูดผ่านคนอื่นเพราะคิดว่าเด็กจะไม่เข้าใจหรือรู้ได้ไม่หมด
3. ไม่ควรพูดแสดงความสงสารให้เด็กได้ยินหรือรู้สึก
4. หากครูเข้าไปในห้องที่มีเด็กอยู่ควรพูดหรือทำให้รู้ว่าครูเข้ามาแล้ว
5. การช่วยให้เด็กนั่งเก้าอี้ ให้จับมือวางที่พนักหรือที่เท้าแขนเด็กจะนั่งเองได้

   การเรียนร่วมระหว่างเด็กที่มีความบกพร่องทางการเห็นกับเด็กปกติ  
ในการสอนวิชาสามัญทั่วไปเด็กปกติเรียนตามหลักสูตรในโรงเรียนนั้น ส่วนใหญ่แล้วเด็กมีความบกพร่องทางการเห็น สามารถเรียนรู้ได้เท่าหรือเกือบเท่าเด็กปกติ ถ้าครูใช้สื่อและวิธีการเหมาะสมจากการเรียนรู้จากประสาทสัมผัสที่เด็กมีความบกพร่องทางการเห็นมีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นการสอนคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ศิลปศึกษา เกษตรและดนตรี เด็กที่มีความบกพร่องทางการเห็นก็สามารถเรียนรู้ได้ แต่ก็มิได้หมายความว่าจะครอบคลุมทุกเรื่องทุกเนื้อหา ในบางเรื่องอาจมีข้อจำกัดที่เด็กกลุ่มนี้ทำไม่ได้หรือทำได้น้อย เช่น วิชาพละศึกษา วิชาคัดลายมือ และนาฏศิลป์ เป็นต้น

   อักษรเบลส์  
               อักษรเบลล์ คือระบบการเขียนหนังสือสำหรับคนตาบอด ซึ่งเป็นการร่วมกลุ่มของจุดนูนเล็กๆใน 1 ช่องประกอบด้วยจุด 6  ตำแหน่งซึ่งนำมาจัดสลับไปมาเป็นรหัสแทนอักษรตาดีหรือสัญลักษณ์ทางคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ โน๊ตดนตรี ฯลฯ ลงบนกระดาษ โดยการอ่านด้วยปลายนิ้วมือ วิธีการเขียนใช้เครื่องมือเฉพาะเรียก สเลท (Slate) และดินสอ (Stylus) ในส่วนของการพิมพ์ใช้เครื่องพิมพ์เรียก เบรลเล่อร์ (Brailler) ระบบการอ่านการเขียนอักษรเบลล์สำหรับคนตาบอดนี้ได้คิดค้นและประดิษฐ์โดย หลุยส์ เบลล์ (Louis Braille)


   การประเมินผล  
        เด็กที่มีความบดพร่องทางการเห็น ควรได้รับการประเมินผลการเรียนทั้งด้านความรู้ ทักษะและเจตคติ เช่นเดียวกับเด็กปกติทั่วไป แต่เขาอาจต้องการแบบจัดหรือข้อสอบที่แตกต่างจากเด็กปกติอยู่บ้าง เช่นอักษรตัวพิมพ์ขยายหากบอดสนิท หรือบกพร่องรุนแรงก็อาจใช้อักษรเบลล์ หรือฟังแถบบันทึกเสียง ผู้ที่ทำการประเมินต้องคำนึงถึงศักยภาพเป็นรายบุคคล ตลอดถึงต้องยืดหยุ่นเรื่องเวลาในการทำข้อสอบให้มากกว่าเด็กปกติ 20 %

วันพฤหัสบดีที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

การจัดการศึกษาเด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน



        เด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน หมายถึง เด็กที่สูญเสียการได้ยินไม่สามารถรับฟังเสียงได้เหมือนเด็กปกติ ซึ่งอาจเป็นเด็กหูตึงหรือเด็กหูหนวกก็ได้ เด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยินมี 2 ประเภท คือ
1. เด็กหูตึง หมายถึง เด็กที่มีการได้ยินเหลืออยู่บ้าง สามารถได้ยินได้ไม่ว่าจะใส่เครื่องช่วยฟัง หรือไม่ก็ตามเด็กหูตึงจะมีระดับการได้ยินในหูที่ดีกว่าอยู่ระหว่าง 26 – 89 เดซิเบล ซึ่งคนปกติจะมีระดับการได้ยินอยู่ระหว่าง 0 – 25  เดซิเบล
2. เด็กหูหนวก หมายถึง เด็กที่สูญเสียการได้ยินในหูข้างที่ดีตั้งแต่ 90 เดซิเบลขึ้นไปไม่สามารถได้ยินเสียงพูดดัง อาจรับรู้เสียงบางเสียงได้จากการสั่นสะเทือน

การให้ความช่วยเหลือ
เด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน มีปัญหาทางการได้ยิน จึงไม่สามารถได้รับประโยชน์จากการฟัง-การพูดได้อย่างเต็มที่ ต้องใช้การสื่อสารวิธีอื่นแทนการใช้ภาษาพูด วิธีการสื่อความหมายของเด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยินอาจแบ่งเป็น 6 วิธี คือ
1. การพูด เหมาะสำหรับเด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยินไม่มากนัก
2. ภาษา เหมาะสำหรับเด็กที่สูญเสียการได้ยินมากหรือหูหนวกซึ่งไม่สามารถสื่อสารกับผู้อื่นได้ด้วยการพูดจึงใช้ภาษามือแทน
3. การใช้ท่าทาง หมายถึง การใช้ท่าทางที่คิดขึ้นเองมักเป็นไปตามธรรมชาติโดยไม่ใช้ภาษามือและไม่ใช้น้ำเสียงแต่ใช้สายตาในการรับภาษา
4. การสะกดนิ้วมือ คือการที่บุคคลใช้นิ้วมือเป็นรูปต่างๆแทนตัวพยัญชนะ สระ วรรณยุต์ ตลอดจนสัญลักษณ์อื่นของภาษาประจำชาติเพื่อสื่อภาษา
5. การอ่านริมฝีปาก  เป็นวิธีการที่เด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยินรับภาษาพูดจากผู้อื่น ดังนั้น การอ่านริมฝีปากจึงเป็นสิ่งแรกที่เด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน จะต้องเรียนรู้วิธีการอ่านตั้งแต่คำแรกที่เรียนภาษาและเป็นสิ่งแรกที่เด็กต้องใช้ตลอดชีวิต
6. การสื่อสารรวม คือการสื่อสารตั้งแต่สองวิธีขึ้นไป เพื่อให้ผู้ฟังเดาความหมายในการแสดงออกของผู้พูดได้ดียิ่งขึ้นนอกจากการพูด การใช้ภาษามือ การแสดงท่าทางประกอบแล้วก็อาจใช้วิธีอ่านริมฝีปาก การอ่าน การเขียนหรือวิธีอื่นก็ได้

การเรียนร่วมระหว่างเด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยินกับเด็กปกติ
        เมื่อมีเด็กมีความบกพร่องทางการได้ยินเข้ามาเรียนร่วมในชั้นเรียน ครูผู้สอนควรปฏิบัติดังนี้
1. ควรให้เด็กที่มีความบกพร่องนั่งในตำแหน่งที่สามารถมองเห็นและได้ยินผู้สอนได้ชัดเจน
2. ใช้ท่าทางประกอบคำพูดเพื่อให้เด็กเข้าใจคำพูดของครุแต่ไม่ควรแสดงท่าทางมาจนเกินไป
3. ครูควรเขียนกระดานมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิ่งที่มีความสำคัญ เช่น นิยาม คำสั่ง หรือการบ้าน เป็นต้น
4. อย่าพูดขณะเขียนกระดานเพราะเด็กไม่สามารถอ่านปากของครูได้
5. เมื่อต้องการพูดคุยกับเด็กควรใช้วิธีเรียกชื่อ ไม่ควรใช้วิธีแตะสัมผัส เป็นการฝึกให้เด็กรู้จักฟัง
6. จัดทำแผนการศึกษาเฉพาะบุคคล (IEP)
7. ก่อนลงมือสอนควรตรวจเช็คเครื่องช่วยฟังว่าทำงานหรือไม่
8. ให้โอกาสแก่เด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยินออกมารายงานหน้าชั้น ทั้งนี้เพื่อให้เด็กได้มีโอกาสแสดงออกด้วยการพูด และขณะเดียวกัน ก็เป็นการเปิดโอกาสให้เด็กปกติได้ฝึกฟังการพูดภาษาของเด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน
9. หากเด็กปกติออกมาพูดหน้าชั้น ครูผู้สอนควรสรุปสิ่งที่เด็กปกติพูดให้เด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยินฟังด้วย

การประเมินผล
        การประเมินผลสำหรับเด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน ให้เป็นไปตามจุดมุ่งหมายที่กำหนดไว้ในแผนการศึกษาเฉพาะบุคคล ของนักเรียนแต่ละคนอย่างน้อยภาคเรียนละหนึ่งครั้ง วิธีจัดและประเมินผลก็ทำเช่นเดียวกันกับการจัดผลประเมินผลปกติ คือใช้แบบทดสอบ การสังเกตการสนทนา ให้ลงมือปฏิบัติตามคำสั่ง ทดสอบปากเปล่า ซึ่งจุดมุ่งหมายสำคัญเกี่ยวกับการวัดผลและประเมินผลจะกำหนดไว้ในแผนการศึกษาเฉพาะบุคคล

วันพุธที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

รูปแบบการจัดการศึกษาพิเศษสำหรับเด็กพิการ



          มีหลักการที่สำคัญคือการเตรียมความพร้อม การจัดการเรียนการสอน และจัดสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมกับเด็กพิการในแต่ละระดับและแต่ละประเภท และบำบัดฟื้นฟูให้ความช่วยเหลือเพื่อให้เด็กพิการได้รับประโยชน์สูงสุดจากการศึกษาจนสามารถพัฒนาเต็มที่ตามศักยภาพของแต่ละบุคคล โดยจัดแบ่งเป็น 3 ประเภท ดังนี้

          1. รูปแบบการเรียนในชั้นปกติตามเวลา เป็นรูปแบบการจัดการศึกษาพิเศษสำหรับเด็กที่มีความบกพร่อง หรือผิดปกติน้อยมากเด็กพิการสามารถเข้าเรียนในชั้นเรียนปกติเช่นเดียวกับเด็กปกติได้ตลอดเวลาที่อยู่ในโรงเรียน รูปแบบนี้เป็นรูปแบบที่มีข้อจำกัดน้อยที่สุด

          2. รูปแบบการเรียนร่วม เป็นรูปแบบการศึกษาพิเศษ สำหรับเด็กที่มีความบกพร่อง หรือผิดปกติ แต่อยู่ในระดับที่สามารถเรียนร่วมกับเด็กปกติได้ การจัดการศึกษาพิเศษในรูปแบบนี้ มุ่งให้เด็กพิการได้รับการศึกษา ในสภาวะที่มีข้อจำกัดน้อยที่สุดเท่าที่แต่ละคนจะรับได้

          3. รูปแบบเฉพาะความพิการ เป็นรูปแบบการจัดการศึกษาพิเศษสำหรับเด็กที่มีความพิการค่อนข้างมาก หรือพิการซ้ำซ้อนเป็นรูปแบบที่มีสภาพแวดล้อมจำกัดมากที่สุด แบ่งเป็น 4 ระดับได้แก่
                    3.1 รูปแบบการเรียนการสอนในห้องเรียนพิเศษในโรงเรียนปกติ
                    3.2 รูปแบบการเรียนในโรงเรียนพิเศษเฉพาะทาง
                    3.3 รูปแบบการฟื้นฟูในสมรรถภาพในสถาบันเฉพาะทาง
                    3..4 การบำบัดในโรงพยาบาลหรือบ้าน


วันศุกร์ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2554

โรคลมชัก เกร็ง ไม่รู้สึกตัว เหม่อ ชั่วขณะ

     อาการชักที่เกิดจากโรคลมชัก มีหลายลักษณะด้วยกัน รวมทั้งสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคลมชักก็มีมากมายหลายสาเหตุ ดังนั้นเพื่อให้ผู้อ่านได้รับทราบข้อมูลในเรื่องนี้  “X-RAY สุขภาพ”  จึงมาพูดคุยกับ รศ.น.พ.อนันต์นิตย์ วิสุทธิพันธ์ หัวหน้าหน่วยประสาทวิทยาภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี      รศ.น.พ.อนันต์นิตย์ กล่าวว่า โรคลมชัก เป็นความผิดปกติของสมองอย่างหนึ่ง เกิดจากการที่สมองเสียการทำงานไปชั่วขณะเกิดการปลดปล่อยกระแสไฟฟ้าที่ผิดปกติออกมาชั่วครู่ทำให้ผู้ป่วยแสดงอาการชักออกมา ซึ่งมีหลายรูปแบบด้วยกัน เช่น ชักกระตุก เกร็งไปทั้งตัว หรือที่ชาวบ้านเรียกว่าลมบ้าหมู ซึ่งเป็นอาการชักที่รุนแรง ผู้ป่วยจะแสดงอาการเกร็งทั้งตัว ตาเหลือก กัดฟัน น้ำลายไหล บางคนชักแบบเหม่อ ตาค้าง หรือชักแบบทำอะไรโดยไม่รู้สึกตัว เช่นอาจจะมีพฤติกรรมแปลก ๆ เป็นระยะเวลาสั้น ๆ จำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้      แต่ปัญหาคืออาการที่เกิดในบางครั้งไม่ใช่อาการชักที่เกิดขึ้นในบางครั้ง และถึงแม้ว่าจะเป็นการชักจริงก็ไม่ได้เกิดจากโรคลมชัก แต่อาจจะเกิดจากสาเหตุอื่น ๆ หรือเป็นโรคอื่น ๆ สาเหตุของโรคลมชักเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ส่วนหนึ่งเกี่ยวข้องกับพันธุกรรม เกิดจากการที่มีรอยโรคในสมองที่อาจจะเกิดจากสาเหตุต่าง ๆ และมีอีกกลุ่มที่เกิดโดยไม่ทราบสาเหตุ

ระหว่างเด็กและผู้ใหญ่


     ในผู้ใหญ่โดยมากมักจะมีสาเหตุจากความผิดปกติในสมอง เช่น เนื้องอกในสมอง เส้นเลือดในสมองตีบ ขอด จากการที่เลือดออกในสมองหรือเคยมีเลือดออกในสมอง สมองฝ่อ การติดเชื้อในสมอง แต่โรคลมชักในเด็ก ส่วนใหญ่แล้วมักจะเกิดขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุ เด็กบางคนอาจเกิดจากการติดเชื้อระหว่างการตั้งครรภ์ หรือระหว่างตั้งครรภ์มีการตกเลือด คลอดยาก ซึ่งเด็กที่เป็นโรคลมชักจากสาเหตุเหล่านี้มักจะมีพัฒนาการด้านร่างกายและสมองผิดปกติตามมาด้วย นอกจากนี้สภาพแวดล้อมบางอย่างก็สามารถกระตุ้นให้เกิดอาการชักได้ เช่น แสงไฟ วูบ ๆ วาบ ๆ เป็นจังหวะ ๆ เป็นต้น     ประเด็นหนึ่งที่ต้องแยกแยะออกมา เด็กที่มีอาการชักซึ่งมิใช่โรคลมชักคือ อาการชักที่เกิดร่วมกับการมีไข้ พบได้ในเด็กอายุประมาณ 5 เดือนไปจนถึง 5-6 ขวบ อาการชักที่เกิดมักจะเป็นอาการชักกระตุกเกร็งทั้งตัวเป็นระยะเวลาสั้น ๆ 2–3 นาที ในวันแรกที่เกิดมีไข้สูง มักจะเป็นเด็กที่ปกติแข็งแรงดี มีพัฒนาการปกติ อาจจะมีประวัติครอบครัวหรือมีญาติพี่น้องที่มีอาการเช่นเดียวกันนี้ อาการชักในลักษณะเช่นนี้อาจจะเกิดซ้ำ ๆ ได้อีกหลาย ๆ ครั้ง และจะไม่เกิดอาการอีกภายหลังอายุ 6 ขวบ และจะไม่อันตรายต่อสมองหรือพัฒนาการใด ๆ     ที่สำคัญคือ ในบางครั้งการติดเชื้อที่สมองหรือเยื่อหุ้มสมองซึ่งเด็กจะมีไข้ร่วมอาจจะทำให้เกิดอาการชักได้ ดังนั้นในบางครั้งแพทย์จะต้องทำการตรวจวิเคราะห์น้ำไขสันหลังซึ่งจะช่วยในการวินิจฉัยการติดเชื้อเหล่านี้ได้     ในการวินิจฉัยโรคลมชัก จะอาศัยการซักประวัติเป็นหลัก รวมทั้งการตรวจร่างกาย การตรวจคลื่นสมอง จะช่วยในการยืนยันโรคหรือช่วยในการติดตามดูแลคนไข้ เช่นนำผลการตรวจคลื่นสมองมาใช้ในการพิจารณาหยุดยากันชัก     ดังนั้นการตรวจคลื่นสมอง มิใช่ว่าต้องทำทุกราย ในกรณีที่ไม่สามารถตรวจได้ก็ไม่เป็นไร แพทย์สามารถให้การรักษาได้โดยการวินิจฉัยจากประวัติและอาการชักที่เกิด แต่ถ้าทำได้จะทำให้ได้ข้อมูลเพิ่มขึ้น

     เนื่องจากโรคลมชักในเด็กมักจะไม่มีสาเหตุ ดังนั้นโอกาสที่จะรักษาหาย และหยุดยากันชักมีมากกว่าผู้ใหญ่ ถ้าเป็นผู้ใหญ่ส่วนมากต้องกินยาและรักษาอย่างต่อเนื่อง แต่ในเด็กถ้ากินยาต่อเนื่องควบคุมอาการได้ มีโอกาสสามารถหายขาดได้สูงกว่า
     ในการรักษาโรคลมชักส่วนใหญ่จะใช้การรักษาด้วยยาเป็นหลัก นอกจากบางคนที่อาจจะไม่ต้องกินยากันชักแต่ใช้วิธีการหลีกเลี่ยงปัจจัยที่มากระตุ้นอาการชัก แต่จะมีคนป่วยจำนวนหนึ่งที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยากันชัก อาจต้องใช้การรักษาด้วยวิธีการอื่น ๆ อย่างอื่น เช่น การผ่าตัด การให้สารอาหารเฉพาะบางชนิด การใช้อุปกรณ์ไฟฟ้ากระตุ้นเส้นประสาทสมอง

     สำหรับการเลือกใช้ยากันชักในผู้ป่วยแต่ละคน ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลาย ๆ ปัจจัย เช่น ลักษณะอาการชัก เพศ อายุ ความสะดวกในการกินยา ราคาของยา ซึ่งแพทย์จะมีแนวทางเลือกยาที่เหมาะสมกับผู้ป่วยสำหรับผู้ป่วยแต่ละคน โดยผู้ป่วยจะต้องกินยาอย่างต่อเนื่องตามคำแนะนำ มิใช่กิน ๆ หยุด ๆ การที่ต้องกินยาต่อเนื่องก็เพื่อเป็นการป้องกันการชักซ้ำ และเพื่อเป็นการรักษาให้หายจากโรค
     โดยทั่วไป ถ้าไม่มีสาเหตุเฉพาะหรือเป็นโรคลมชักเฉพาะชนิด ถ้าผู้ป่วยไม่มีอาการชักในช่วงที่กินยาต่อเนื่องเป็นเวลา 2-3 ปีแล้ว แพทย์ก็จะพิจารณาให้หยุดยากันชัก แต่ถ้าอาการชักนั้น ๆ เป็นโรคลมชักมีสาเหตุเช่นเกิดจาก โรคเนื้องอกในสมอง โรคเส้นเลือดในสมองตีบหรือแตก โอกาสที่จะรักษาหายมีน้อย ก็อาจจะต้องกินยายาวนานขึ้น     คนทั่วไปมักเข้าใจผิดคิดว่ายากันชักจะไปกดสมอง ทำให้โง่ ในความเป็นจริงแล้วยาแต่ละชนิดมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ยากันชักสามารถช่วยควบคุมและรักษาโรคลมชัก แต่ก็มีบางชนิดที่อาจทำให้เกิดการง่วงซึมได้ แต่เป็นเพียงชั่วคราวชั่วขณะเท่านั้น ยาไม่ได้กดสมองไม่ได้ทำให้คนกินโง่ เพียงแต่บางชนิดอาจจะทำให้คิดช้า หรืออาจทำให้เซื่องซึมในระยะต้น ๆ บางชนิดอาจจะทำให้สมาธิไม่ค่อยดี ซึ่งอาจจะเป็นชั่วคราว มีบางรายเท่านั้นที่จะต้องเปลี่ยนไปใช้ยาชนิดอื่น ๆ     ที่สำคัญคือยากันชักทุกชนิดอาจจะทำให้เกิดอาการแพ้ยาได้ แต่เกิดได้ไม่บ่อย ดังนั้นในกรณีที่แพทย์พิจารณาแล้วว่าจะต้องกินยากันชักต่อเนื่องจะต้องมีการติดตามการรักษากับแพทย์อย่างต่อเนื่อง     อนึ่งยากันชักอาจจะทำให้เกิดผลเสียต่อบุตรในครรภ์ของสตรีมีครรภ์ และเป็นโรคลมชัก ดังนั้นก่อนที่สตรีที่เป็นโรคลมชักจะตัดสินใจตั้งครรภ์ควรจะต้องปรึกษาแพทย์ก่อนทุกคน     รศ.น.พ.อนันต์นิตย์ บอกว่า โรคลมชักส่วนใหญ่ไม่ได้อันตรายอย่างที่คิด สามารถรักษาให้หายขาดได้ การเสียชีวิตจากอาการชักมีน้อยมาก ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการชักมากกว่า เช่น ศีรษะกระแทกพื้น หรือเกิดการสำลักจนทำให้ปอดอักเสบ ติดเชื้อ ดังนั้นคนที่เป็นโรคนี้อย่าคิดว่าเป็นปมด้อย หลายคนที่เป็นโรคลมชักก็สามารถเรียนจบปริญญาโท ปริญญาเอกได้ แพทย์บางคนก็เป็นโรคลมชัก     สิ่งที่พึงระวังคืออาการชักอาจจะถูกกระตุ้นให้เกิดได้จากการที่ร่างกายพักผ่อนไม่พอเพียง จากการอดนอน หรือจากสารกระตุ้นเช่นเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์หรือกาเฟอีน นอกจากนี้ควรจะหลีกเลี่ยงทำกิจกรรมบางอย่างที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดอันตรายการว่ายน้ำคนเดียว การปีนป่ายที่สูง การขับขี่ยานพาหนะ การใช้เครื่องจักรที่เป็นอันตราย หรือการเล่นกีฬาที่อาจจะเกิดภยันตรายต่อศีรษะและสมอง