Custom Search

วันพุธที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2553

เทคนิคการสอนเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา

     เทคนิคการสอนเป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะทำให้การเรียนการสอนของบุคคลที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาได้ประสบความสำเร็จทางการเรียน ซึ่งเทคนิคการสอนมีหลายวิธี ดังนี้
     1. เทคนิคการกระตุ้นเตือน เป็นเทคนิคสำคัญประการหนึ่งที่ใช้ในการช่วยเหลือบุคคลที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา ให้เกิดการเรียนรู้ ประเภทของการกระตุ้นเตือนที่นิยมใช่มี 4 ชนิด
          1.1 การเรียกร้องความสนใจจากเด็ก ( Elicitaion X เช่นการเคาะวัตถุที่ใช้ฝึกกับพื้นโต๊ะ หรือให้เด็กสบตา (eye - contact )โดยใช้รางวัลหลอกล่อ
          1.2 การกระตุ้นเตือนทางกาย ( Physical Prompting ) คือ จับมือของเด็กให้ทำงานส่วนที่ครูต้องการให้ทำ เมื่อเด็กทำได้ครูจะลดการช่วยเหลือลงเป็นสัมผัสเบา ๆ และเลื่อนจากการจับมือเป็นแตะข้อศอกและลดความช่วยเหลือจนเด็กสามารถทำได้เอง
          1.3 การกระตุ้นเตือนด้วยท่าทาง ( Gestural Prompting ) คือ การสาธิตวิธีปฏิบัติงานให้เด็กดู ให้เด็กเลียนแบบถ้าเด็กทำไม่ได้ ให้ชี้แนะด้วยการชี้ไปที่งานหรือวัตถุนั้น หรือ การมองด้วยใบหน้า สายตา
          1.4 การกระตุ้นด้วยวาจา ( Verbal Prompting ) คือการออกคำสั่งหรือชี้แจงด้วยคำพูดซึ่งครูต้องพยายามใช้คำสั่งสั้น ๆ และ ง่ายพอที่เด็กจะเข้าใจได้
     2. เทคนิคการวิเคราะห์งาน คือ การแตกงานออกเป็นขั้นตอนเล็ก ๆ หรือ จำแนกเนื้อหาที่จะสอนเป็นขั้นตอนย่อย ๆ หลายขั้นตอน จัดเรียงลำดับจากง่ายไปหายาก
     3. เทคนิคการให้รางวัล ควรให้อย่างทันทีทันใด ภายหลังพฤติกรรม หรือเด็กทำงานได้สำเร็จ
     4. เทคนิคการตะล่อมกล่อมเกลา ( shaping ) คือ วิเคราะห์งานก่อนและให้รางวัลแก่การตอบสนองในขั้นตอนที่เด็กทำได้ ซึ่งขั้นตอนเหล่านนี้จะต้องต่อเนื่องไปสู่จุดประสงค์เชิงพฤติกรรมที่พึงประสงค์
     5. เทคนิคการเลียนแบบ ให้เด็กเลียนแบบทำตามตัวอย่างที่ครูสาธิตให้ดู
     6. สื่อการสอน ครูจะต้องเตรียมสื่อวัสดุอุปกรณ์ การเรียนการสอนให้เด็ก โดยสัมพันธ์กับจุดประสงค์เชิงพฤติกรรมที่ต้องการ และวัสดุอุปกรณ์ต้องเพียงพอกับเด็กแต่ละคนในกลุ่ม ทั้งนี้เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กได้ใช้อุปกรณ์ได้อย่างทั่วถึง

วันจันทร์ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2553

ลักษณะของบุคคลที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา

ลักษณะของบุคคลที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา
     บุคคลที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา จะมีพัฒนาการตั้งแต่วัยทารกและตอนเด็กช้ากว่าเด็กปกติโดยทั่วไป มีร่างกายอ่อนแอ รูปร่างแคระแกร็น บางรายมีศีรษะค่อนข้างเล็ก บางรายศีรษะโต ประวัติการเจริญเติบโต ล่าช้า คือ มีการคว่ำ คลาน นั่ง ยืน เดิน ช้ากว่าเด็กปกติมาก เด็กที่มีความบกพร่องทางด้านสติปัญญาที่ฝึกได้มีลักษณะส่วนคล้ายคลึงกับเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาที่เรียนหนังสือ แต่ต่างกันที่ความรุนแรง เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา ที่ฝึกมีปัญหาและความรุนแรงมากกว่าเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาที่เรียนได้เนื่องจากที่ระดับสติปัญญาที่ต่ำกว่าลักษณะของเด็กอาจสรุปได้ดังนี้

          1. การเคลื่อนไหว เด็กประเภทนี้มีปัญหาในการทำงานของกล้ามเนื้อ ทั้งกล้ามเนื้อมัดใหญ่ (แขนขา) และกล้ามเนื้อมัดเล็ก(นิ้วมือ) มีปัญหาในการทำงานประสานกันระหว่างมือกับสายตา
          2. การช่วยเหลือตนเอง เด็กประเภทนี้มีปัญหาในการช่วยเหลือตนเอง หากไม่ได้รับการฝึกอย่างเพียงพอจะไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ดี การเรียนการสอนจึงมุ่งเน้นการช่วยเหลือตนเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการรับประทานอาหาร การแต่งตัว การขับถ่าย
          3. ภาษาและการพูด เด็กประเภทนี้มีปัญหาในการพูด หลายคนพูดไม่ชัดมีความรู้ทางภาษาจำกัดหากได้รับการฝึกอย่างเพียงพอ เด็กจะสามารถสื่อสารกับคนอื่นได้
          4. การเรียน เด็กมักประสบความล้มเหลวในการเรียน ครูต้องหมั่นทบทวนบทเรียนอยู่เสมอและมีความสามารถในการเรียนค่อนข้างจำกัด

ลักษณะท่าทางของบุคคลที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา มีดังนี้

          1. ลักษณะทางร่างกาย โดยทั่วไปบุคคลที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา มักมีรูปร่างหน้าตาไม่สมประกอบ คือ มือเท้าใหญ่กว่าปกติ บางคนมีลักษณะแคระแกรน บางคนก็สูงใหญ่ ต่างกับคนธรรมดา
               1.1 ศีรษะจะมีลักษณะเล็กผิดปกติ หรือมีลักษณะหัวกะโหลกเล็กเป็นรูปกรวย หรือ บางพวกมีลักษณะศีรษะใหญ่ผิดปกติ เพราะน้ำในสมองมาก ร่างกายไม่สามารถจะทนน้ำหนักได้ บางรายศีรษะบิดเบี้ยวและแบน
               1.2 ผม ลักษณะผมมักหยาบแข็ง มีขนตามร่างกายดกผิดปกติ ส่วนบางรายมีลักษณะตรงข้าม คือ ผมน้อย หรือ ผมบาง แต่ไม่ถึงกับล้าน มักจะเป็นโรคผิวหนังบนศีรษะ
               1.3 หน้าผากมักจะแคบผิดปกติ โคนผมเกือบถึงคิ้ว บางรายหน้าผากลาด
               1.4 ตา มักจะหรี่เล็ก หางลูกตาเฉียงขึ้นข้างบน มักเป็นโรคเกี่ยวกับทางตา เช่น ตาแดง หรือสายตาผิดปกติ บางรายมีเปลือกตาหนา
               1.5 หู ลักษณะรูปหูมักจะผิดปกติ ส่วนมากจะเป็นโรคหูตึง หรือ หูมีน้ำหนวก
               1.6 ปาก ริมฝีปากหนา ปากแบะ มักมีน้ำลายไหลยืดออกมาตลอดเวลา
               1.7 ฟัน มักจะเหยิน ฟัน ซี่โต ๆ ฟันขึ้นไม่เป็นระเบียบ
               1.8 ลิ้น มักจะโตเกินขนาด ทำให้พูดไม่ชัด ลิ้นจุกปาก

          2. ลักษณะด้านพฤติกรรม ด้านพฤติกรรม คือ การพูด การทำความเข้าใจ การตัดสินใจมักช้าและเข้าใจผิดอยู่เสมอ โดยมี รายละเอียดดังนี้
               2.1 การพูด มักเริ่มพูดช้ากว่าเด็กปกติ พูดไม้ค่อยชัด และ พูดไม่รู้เรื่อง พูดแล้วผู้อื่นไม่เข้าใจ แม้จะอายุมากถึง 6 – 7 ปี แล้วก็ตาม บางรายพูดเป็นประโยคไม่ได้ ต้องพูดเป็นคำ ๆ
               2.2 การฟังและความเข้าใจ มักจะเขาใจผิด ๆ ต้องพูดหลาย ๆ ครั้ง ซ้ำ ๆ จึงจะเข้าใจ
               2.3 อิริยาบถและการเคลื่อนไหว มักใช้มือไม่ค่อยคล่อง เดิน วิ่ง ช้า อืดอาด ไม่มีความกระฉับกระเฉง การตัดสินใจ มักมีการตัดสินใจแผลง ๆ ไม่กลัวอันตราย ชอบออกนอกบ้านยามวิกาล
               2.4 สมาธิ มักขาดสมาธิและความสนใจ จะทำหรือเรียนสิ่งใดก็ได้ในช่วงเวลาอันสั้น
               2.5 ความจำ มักมีน้อย หรือ จำอะไรไม่ได้เลย แม้แต่ ชื่อพ่อ แม่ ก็จำไม่ได้ บางรายจำชื่อตนเองไม่ได้ สอนไปเรียนไปถามรู้เรื่องพอกลับมาถามอีกก็ไม่รู้เรื่อง
               2.6 อารมณ์ มีอารมณ์อ่อนไหวง่าย ควบคุมอารมณ์ไม่ได้เลย ใจน้อย รักแรงเกลียดแรง มักแสดงอาการเสียใจ ดีใจ โกรธ ผิดหวัง ออกมาโดยไม่มีการเสียแสร้ง

ลักษณะทางจิตวิทยา

          1. ลักษณะทางด้านการเรียนรู้ มีช่วงความสนใจสั้น สนใจบทเรียนได้ไม่นาน เสียสมาธิง่าย มีปัญหาในการหาความสัมพันธ์ ในด้านความจำ ในการถ่ายโยงความรู้ เรียนรู้ในลักษณะนามธรรมได้ยาก
          2. ลักษณะทางด้านภาษาและการพูด บุคคลที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาจะ ปัญหาในทางภาษาและการพูดเป็นอย่างมาก ความสามารถทาง ภาษาจะต่ำกว่าระดับอายุสมอง
          3. ลักษณะด้านร่างกายและสุขภาพ ส่วนสูงและน้ำหนักโดยเฉลี่ยต่ำกว่าเด็กปกติ พัฒนาการตลอดจนความสามารถในด้าน การเคลื่อนไหวช้ากว่าเด็กปกติมีปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพทั่วไป การเจ็บป่วย และปัญหาเกี่ยวกับฟัน
          4. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน มีปัญหาในการเรียนแทบทุกวิชา ผลการเรียนต่ำ เรียนไม่ทันเพื่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการอ่าน และการเรียนคณิตศาสตร์

วันอังคารที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2553

เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา ( Children with intellectual disabilities )

KIM JAE WON กับ YOON DAE WON เด็กชายอายุ 3 ปี เป็นเด็กพิการทางด้านสติปัญญา
ซึ่งสมองบางส่วนถูกทำลายตั้งแต่เกิด ทำให้มีปัญหาในเรื่องการทรงตัว

     บุคคลที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา หมายถึง บุคคลที่มีพัฒนาการช้ากว่าบุคคลทั่วไปเมื่อวัดเชาว์ปัญญา โดยใช้แบบทดสอบมาตรฐานแล้ว มีเชาว์ปัญญาต่ำกว่าคนทั่วไป และ ความสามารถในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมต่ำกว่าเกณฑ์ทั่วไปอย่างน้อย 2 ทักษะหรือ มากกว่า จึงทำให้ไม่สามารถปรับตัวได้เหมือนกับเด็กปกติ และ มีพัฒนากรที่ไม่เหมาะสมกับวัย ทั้งนี้ลักษณะความบกพร่องดังกล่าวต้องเกิดก่อนอายุ 18 ปี

สาเหตุของการบกพร่องทางสติปัญญา
     สาเหตุของความบกพร่องทางสติปัญญาในเด็ก เนื่องจากเป็นผลกระทบกระเทือนจากสมองภายใน ซึ่ง หมายความว่าเป็นผลสืบเนื่องจากเหตุต่าง ๆ โดยการแบ่งการพิจารณาจากการเจริญเติบโตในระยะต่าง ๆ ของทารก คือ ตั้งแต่ระยะก่อนคลอด ระยะหลังคลอดเป็นระยะที่เด็กยังอยู่ในวัยปฐมวัย แล้วมีเหตุใดเหตุหนึ่งมากระทบกระเทือนสมอง ทำให้เกิดความบกพร่องทางสมองขึ้น แบ่งออกเป็น 3 สาเหตุ คือ
          1. สาเหตุทางกรรมพันธุ์ โดย ความผิดปกติของพันธุกรรมทำให้เกิดภาวะปัญญาอ่อนร่วมกับความผิดปกติทางร่างกาย
          2. สาเหตุจากชีวภาพ ได้แก่ สาเหตุที่ทำให้สมองหยุดชะงักการเจริญเติบโต ตั้งแต่
               2.1 ระยะก่อนคลอด
               2.2 ขณะคลอด
               2.3 หลังคลอด
          3. สาเหตุจากสิ่งแวดล้อม
               3.1 ครอบครัว
               3.2 พ่อ แม่ ขาดการศึกษาและขาดความรู้ในเรื่องการเลี้ยงดูเด็ก

               3.3 ครอบครัวอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่จำกัด ขาดสิ่งเร้า สิ่งกระตุ้น ทำให้ขาดประสบการณ์ในการเรียนรู้ในการเรียนรู้

เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาในแต่ละระดับมีความแตกต่างตามช่วงอายุ ดังนี้
     ระดับปัญญาอ่อน ปฐมวัย (0- 5 ขวบ), วัยเรียน (6 –12 ปี), วัยผู้ใหญ่ (21 ปี ขึ้นไป) วุฒิภาวะและพัฒนาการ การศึกษา สังคมและอาชีพ
           1. ขั้นเล็กน้อย ( mild ) IQ ประมาณ 50 - 70 สามารถพัฒนาทักษะในการสื่อความหมายและทักษะทางสังคมได้ ยังไม่สามารถสังเกตความแตกต่างจากเด็กปกติได้มากนักจนกว่าเด็กจะโตขึ้น สามารถเรียนหนังสือได้สูงสุดประมาณชั้น ป. 6 เมื่อเด็กมีอายุในวัยรุ่นไม่สามารถเรียนวิชาสามัญได้เท่าเทียมกับเด็กปกติ ควรได้รับการศึกษาที่จัดเฉพาะเด็กประเภทนี้ สามารถประกอบอาชีพและอยู่ในสังคมได้ หากได้รักการศึกษาและการฝึกอาชีพอย่างเพียงพอ ต้องการดูแลและเอาใจใส่จากผู้เกี่ยวข้องโดยเฉพาะเมื่อมีปัญหาทางสังคมและเศรษฐกิจ
          2. ขั้นปานกลาง ( moderate ) IQ ประมาณ 35 - 49 สามารถพูดได้พอสื่อสารกับผู้อื่นได้มีพัฒนาการช้า พอช่วยเหลือตัวเองได้ ต้องการการควบคุมดูแลจากผู้ใกล้ชิด สามารถเรียนหนังสือได้สูงสุดประมาณชั้น ป. 4 เมื่ออายุถึงวัยรุ่นหากได้รับการศึกษาที่เหมาะสม สามารถทำงานประเภทที่ไม่ต้องใช้ทักษะมากนัก ต้องการดูแลเอาใจใส่จากผู้ใกล้ชิด
          3. ขั้นรุนแรง ( severe ) IQ ประมาณ 20 - 34 มีปัญหาในการเคลื่อนไหว พูดไม่ค่อยได้หรือพูดไม่ได้เลย ช่วยตัวเองไม่ได้ เรียนหนังสือไม่ได้ สอนพูดได้บ้าง ฝึกเกี่ยวกับสุขภาพ อนามัยได้บ้าง ต้องการการดูแลเอาใจใส่จากผู้ใกล้ชิด ช่วยตัวเองได้บ้างแต่น้อย
          4. ขั้นรุนแรงมาก ( profound ) IQ ต่ำกว่า 20 ช่วยตัวเองไม่ได้ มีความสามารถน้อยที่สุด ต้องได้รับการดูแลจากแพทย์ ฝึกให้ช่วยตัวเองได้บ้าง แต่ไม่ค่อยได้ผลมากนัก ช่วยตัวเองไม่ได้ต้องอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลอย่างใกล้ชิด

     จากระดับ IQ จะเห็นได้ว่าระดับสติปัญญาที่ต่ำกว่าเกณฑ์ปกติ คือ ตั้งแต่ I.Q. 90 ลงมา ถือว่าเป็นระดับที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาซึ่งแบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ
           1. เด็กเรียนช้า หมายถึง เด็กที่มีความสามารถในการเรียนล่าช้ากว่าปกติ และมีความต้องการในด้านการเรียนในรูปแบบของ ชั้นพิเศษเต็มเวลา หรือ บางเวลาในโรงเรียนปกติเด็กเหล่านี้จะมีระดับเชาว์ปัญญา ( I.Q ) 71 - 90 ซึ่งขาดทักษะในการเรียนรู้หรือมีความบกพร่องทางสติปัญญาเล็กน้อย
          2. เด็กปัญญาอ่อน หมายถึง เด็กที่มีเชาว์ปัญญาต่ำกว่า 70 มีความสามารถในการเรียนรู้น้อย มีพัฒนาการทางกายล่าช้าไม่เหมาะสมกับวัย มีความสามารถจำกัดในการปรับตัวต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม ทำให้มีความยากลำบากต่อการดำรงชีวิต แบ่งตามระดับ เชาว์ปัญญา ( I.Q ) ได้ 4 พวก คือ
               2.1 ปัญญาอ่อนขนาดน้อยพอเรียนได้ (Educable mentally retarded) มีระดับเชาวน์ปัญญา 50–70 มักใช้คำย่อๆ ว่า E.M.R. เด็กพวกนี้พอจะเรียนได้ในชั้นพิเศษใช้หลักสูตรตามหลักการศึกษาพิเศษสามารถฝึกอาชีพ และสอนอย่างง่ายๆ ได้
               2.2 ปัญญาอ่อนขนาดปานกลางหรือขนาดพอฝึกได้ (Trainable mentally retarded) หรือขนาดพอฝึกได้ มักใช้คำย่อว่า T.M.R. มีระดับเชาวน์ปัญญา 35–49 พอจะฝึกอบรมและเรียนรู้ทักษะเบื้องต้นง่าย ๆ ได้ และสามารถฝึกอาชีพหรือทำงานง่าย ๆ ที่ไม่ต้องใช้ความละเอียดลออได้ พวกนี้ต้องการเรียนและฝึกอบรมในโปรแกรมการศึกษาชั้นพิเศษ หรือโรงเรียนพิเศษ
               2.3 ปัญญาอ่อนขนาดหนัก (Severely mentally retarded) มีระดับเชาวน์ปัญญา 20 – 34 ไม่สามารถเรียนได้ ต้องฝึกหัดการช่วยเหลือตนเองในกิจวัตรประจำวันเบื้องต้นง่าย ๆ
               2.4 ปัญญาอ่อนขนาดหนักมาก (Profoundly mentally retarded) มีระดับเชาวน์ปัญญาต่ำกว่า 20 เป็นพวกที่ไม่สามารถเรียนรู้ทักษะต่าง ๆ ได้เลย ต้องการเฉพาะการดูแลรักษาพยาบาลเท่านั้น

วันพุธที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2553

เขย่าลูก...อันตรายที่คาดไม่ถึง


     ... มีข่าวเด็กหญิงวัย 5 เดือน ถูกสองตายายทารุณกรรมโดยการเขย่าจนเลือดคั่งในสมองและอาจถึงขั้นตาบอด จากรายงานสองตายายชอบดื่มเหล้าจนเมาและจับหลานเขย่าแรงๆ เป็นประจำ จนเด็กมีอาการแสดงออกมาจึงพาไปพบแพทย์ อาการของเด็กที่ปรากฏนั้นแพทย์ลงความเห็นว่าเด็กเป็นโรค Shaken Baby Syndrome

     โรคนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร พ่อแม่หลายคนคงสงสัยว่าเพียงแค่เขย่าทำให้เด็กตาบอดเชียวหรือ รศ.พ.ญ.คุณหญิงส่าหรี จิตตินันท์ กรรมการอำนวยการมูลนิธิสงเคราะห์เด็ก สภากาชาดไทย และรองประธานมูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก อธิบายถึงสาเหตุของโรคว่า Shaken Baby Syndrome หรือการเขย่าเด็กแรงๆ แล้วหยุดทันทีเป็นโรคที่มีมานานแล้ว แต่ไม่ค่อยมีคนรู้ จะเกิดขึ้นกับเด็กที่อยู่ในช่วงอายุ 1 ปีแรก โดยเฉพาะเด็กในช่วง 6 เดือนแรกมีความเสี่ยงที่จะเกิดเหตุการณ์นี้ได้ เพราะเป็นโรคที่เกิดจากการที่เด็กถูกเขย่าแรงๆ โดยไม่คำนึงว่าสมองของเด็กวัยนี้เปราะบางมาก และมีน้ำในสมองมากกว่าเนื้อสมอง

     เมื่อลูกร้องไห้ก็เขย่าลูกเพื่อให้ลูกหยุดร้อง แต่เมื่อลูกยังไม่หยุดร้องสักทีก็เขย่าแรงขึ้นๆ ถ้าพ่อแม่ยับยั้งอารมณ์ตัวเองไม่ได้ ก็จะยิ่งเขย่าแรงขึ้นกว่าเดิม นอกจากนี้ยังมีการกระทำกับเด็กที่รุนแรงจนเด็กได้รับอันตราย เช่น เตะ ไกวเปลแรงๆ โยนเด็กเล่น ซึ่งพ่อแม่เห็นเด็กชอบ หัวเราะ ชอบใจ แต่การกระทำเหล่านี้เสี่ยงมากที่จะเป็นอันตรายต่อเด็ก เพราะเพียงเขย่าเด็กไม่กี่วินาทีก็อาจทำให้เด็กพิการได้


     ส่วนใหญ่แล้วโรคนี้จะไม่แสดงอาการบาดเจ็บออกมาตามร่างกาย แต่จะเป็นความบอบช้ำภายในสมองมากกว่า ซึ่งส่งผลกระทบกับส่วนอื่นๆ ของร่างกาย ตามข่าวนั้นเด็กมีอาการซึม เกร็ง และกระตุก นอกจากนั้นยังมีอาการเยื่อบุตาอักเสบ การแสดงอาการเหล่านี้เป็นเพราะความดันในสมองเพิ่มขึ้น เนื่องจากมีเลือดออกมาจากหลอดเลือด ทำให้ไปกดสมองและเนื้อเยื่อในสมอง แต่ละอาการที่แสดงออกมานั้นขึ้นอยู่ว่าเลือดซึมเข้าไปในสมองส่วนไหน

      นอกจากอาการเหล่านี้แล้วยังมีอาการอื่นๆ ที่เป็นสัญญาณเสี่ยงที่เด็กจะอยู่ในภาวะ SBS (Shaken Baby Syndrome) คือ เด็กมีอาการอาเจียน หมดสติ หยุดหายใจเป็นพักๆ หรือชัก มีเลือดออกที่ตา บางรายที่มีอาการไม่รุนแรงนักอาจจะมาพบแพทย์ด้วยสาเหตุต่างๆ เช่น ร้องไห้ไม่หยุด เซื่องซึม ไม่ยอมดื่มนม ซึ่งแพทย์อาจวินิจฉัยไม่ได้ และบอกว่าเด็กเป็นไข้ธรรมดา แต่บางรายที่ร้ายแรงเด็กอาจเสียชีวิตทันทีที่เขย่าเด็ก
     ส่วนผลกระทบในระยะยาวอาจส่งผลทางด้านสติปัญญาของเด็ก เด็กอาจตาบอด หูหนวก หรือพิการจนไม่สามารถกลับมาเป็นปกติได้ หรือรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต

     การป้องกันที่ดีที่สุดที่ไม่ให้เด็กเจอกับการกระทำที่รุนแรงเช่นนี้ คือพ่อแม่ควรเข้าใจธรรมชาติเด็ก เพราะเด็กไม่สามารถพูดหรือบอกออกมาได้ว่าต้องการอะไร ต้องหาสาเหตุในสิ่งที่เด็กต้องการ ไม่ใช่แค่การเอานมให้ลูกดื่ม เพราะการร้องนั้นอาจมาจากหลายสาเหตุ ไม่ใช่แค่การหิวนมเท่านั้น เด็กอาจจะปวดท้อง ไม่สบายก็ได้ ต้องเลี้ยงลูกโดยเข้าใจธรรมชาติของเด็กว่าเด็กนั้นต้องดูแลด้วยความเมตตา ไม่ควรมีอารมณ์โกรธหรือโมโห พ่อแม่ควรเข้าใจคำว่า "ครอบครัว" ให้มากขึ้นก่อนมีลูก เพราะการเตรียมพร้อมก่อนมีลูกจะทำให้พ่อแม่เข้าใจมากขึ้น เป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายต้องช่วยกันสร้างรากฐานของครอบครัวในสังคมให้เข้มแข็งมากขึ้น ซึ่งเป็นการป้องกันที่ดีที่สุด เพราะถ้าแต่ละครอบครัวมีสิ่งเหล่านี้ปัญหาความรุนแรงต่อเด็กอย่างนี้จะไม่เกิดขึ้น ไม่ใช่แค่การป้องกันที่ปลายเหตุอย่างกรณีที่เกิดขึ้น

     สำหรับกรณีที่เกิดขึ้น มูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็กส่งพนักงานเจ้าหน้าที่เข้าช่วยเหลือเด็กตั้งแต่เบื้องต้น เด็กได้รับการช่วยเหลือเรื่องค่าใช้จ่ายสำหรับการฟื้นฟูเด็กจากกองทุนคุ้มครองเด็ก ตามพ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก 2546 ในกรณีนี้ฝ่ายผู้ที่เกี่ยวข้องต้องเปิดช่องทางในการทำงานร่วมกันของทีมสหวิชาชีพให้มากขึ้น โดยทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันมากขึ้นเพื่อป้องกันการเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นอีก

     กรณีนี้คงเป็นอีกบทเรียนสำคัญให้พ่อแม่ ผู้ปกครอง ตระหนักและใส่ใจมากขึ้นเกี่ยวกับการเลี้ยงดูลูก การระงับหรือควบคุมอารมณ์โกรธ โมโหเป็นสิ่งที่พ่อแม่ควรมีเป็นอย่างมาก เพื่อให้ลูกน้อยหลุดพ้นจากปัญหาความรุนแรง

วันอังคารที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2553

พระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับคนพิการ

พระราชบัญญัติ การจัดการศึกษาสำหรับคนพิการ
http://www.ziddu.com/download/10792885/1.pdf.html


พระราชบัญญัติ พื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ2534
http://www.ziddu.com/download/10793368/2534.pdf.html


พระราชบัญญัติ ระเบียบคณะกรรมการส่งเสริม และพัฒนาคุณภาพชิวิตคนพิการแห่งชาติ (ว่าด้วยบริการล่ามภาษามือ) 2552
http://www.ziddu.com/download/10793205/2552.pdf.html


ระเบียบคณะกรรมการส่งเสริม และพัฒนาคุณภาพชิวิตคนพิการแห่งชาติ (ว่าด้วยหลักเกณฑ์ และวิธีการจัดสวัสดิการเบี้ยคนพิการ) 2552
http://www.ziddu.com/download/10793263/2552.pdf.html