โดย เอลเลน นอทบอมห์
เรียบเรียงจากบทความ Ten Things Every Child With Autism Wishes You Knew โดย Ellen Notbohm 2005
บางวัน...สิ่งที่อาจทำนายได้...คือไม่อาจทำนายอะไรได้
และสิ่งที่แน่นอนที่สุด...คือความไม่แน่นอน
เรื่องออทิซึมเป็นเรื่องชวนสงสัย แม้สำหรับคนที่ต้องอยู่กับเรื่องนี้ทุกวัน...เด็กออทิสติกภายนนอกอาจดูปกติ แต่ความประพฤติเด็กกลับดูสับสน ยุ่งเหยิง และยุ่งยาก
ครั้งหนึ่ง...เคยคิดกันว่าออทิซึมเป็นโรคที่รักษาไม่ได้ แต่ขณะนี้มีหลักฐานมากมายที่แสดงให้เห็นว่าคำกล่าวไม่จริง ข้อมูลใหม่ ๆ มากมายปรากฎขึ้นมาแม้ขณะที่คุณกำลังอ่านเรื่องนี้อยู่ ทุก ๆ วันเด็กออทิสติกแสดงให้เราเห็นว่าเขาสามารถเอาชนะอาการออทิซึม สร้างสิ่งทดแทนสิ่งที่บกพร่องไปหนือสามารถจัดการกับประเด็นต่าง ๆ ที่ท้าทายมากของโรคไดด้ หากเราสามารถสอนให้เด็กของเราเข้าใจปัจจัยพื้นฐานที่สุดของออทิซีม ก็จะสามาถช่วยเขาให้สามารถพัฒนาเป็นผู้ใหญ่ที่มีความเป็นอิสระ และทำตัวให้เป็นประโยชน์แก่สังคมได้
ออทิซึมเป็นโรคที่ซับซ้อนอย่างมาก แต่เพื่อความเข้าใจจึงกลั่นกรองลักษณะของโรคลงมาให้เหลือสี่ด้านคือ
1. กระบวนการรับรู้ที่ไม่ปกติ
2. การพูด หรือการใช้ภาษาได้ช้า
3. การขาดทักษะการเข้าสังคม
4. ประเด็นโดยรวม เรื่องความเคารพตัวเอง
แม้ปัญหาทั้งสี่ข้อนี้ดูเหมือนจะเป็นอาการของเด็กปกติทั่ว ๆ ไป แต่พึงรำลึกไว้เสมอว่า ออทิสซึมเป็นโรคที่เป็นสเปคตรัม หรือมีหลายระดับ จนไม่มีเด็กสองคน หรือแม้ยี่สิบคน ที่จะมีอาการเหมือนกันทุกอย่าง แต่ละคนก็จะอยู่ในแต่ละระดับของเสปคตรัม ทำให้ทั้งพ่อแม่ ครู และผุู้ดูแล ก็จะต้องมีความเข้าใจอยู่ที่ต่างระดับกัน ไม่ว่าจะเป็นผู้ใหญ่หรือเด็ก ก็จะมีความต้องการที่แตกต่างกัน
และนี่คือ 10 เรื่องที่เด็กออทิสติกอย่างให้คุณรู้
1. อันดับแรกสุดและสำคัญสุด คือ หนูเป็นเด็ก
การที่หนูเป็นออทิสติกเป็นเพียงส่วนหนึ่งของลักษระนิสัยของหนู ไม่ใช่เป็นเรื่องที่กำหนดว่าหนูเป็นอย่างไร คุณเป็นคนที่มีความคิด ความรู้สึกความสามารถมากมายหรือเปล่า หรือเป็นเพียงคนอ้วน (น้ำหนักเกิน) , ตาสั้น (สวมแว่น) หรือเก้นก้าง (มือไม้เกะกะ เล่นกีฬาไม่เก่ง) สิ่งเหล่านี้อาจจะเป็นสิ่งแรกที่หนูเมื่อพบคุณ แต่ก็ไม่ได้แปลว่านั่นคือคุณ ใช่ไหม
ในฐานะผู้ใหญ่ คุณสามารถควบคุมได้ว่าคุณต้องการกำหนดให้ตัวคุณเป็นอย่างไร คุณอาจพัฒนาคุณลักษณะหนึ่งขึ้นมา และทำให้เด่นชัดจนคนอื่นรับรู้ แต่ในฐานะเด็ก หนูยังกำลังพัฒนาตนไปเรื่อย ๆ ทั้งคุณทั้งหนูก็ไม่รู้ว่าหนูสามารถจะทำอะไรได้บ้าง การเจาะจง กำหนดว่าหนูเป็นโน่นนี่ อาจจะก่อปัญญาเรื่องความคาดหวังที่ต่ำเกินไป และถ้าหากหนูจับได้เมื่อไรว่า คุณไม่ได้คิดหรอกว่าหนูจะทำได้ คำตอบที่เป็นธรรมชาติที่สุดของหนูก็คือ แล้วหนูจะทำมันไปทำไมล่ะ
(ต่อ)
Custom Search
วันศุกร์ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2555
วันพุธที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2555
วิธีการปรับพฤติกรรมสำหรับผู้ปกครอง
การปรับพฤติกรรมเพื่อเพิ่มทักษะการสื่อสาร
- ใช้การมองสบตาก่อนที่จะมีการสื่อสาร
- ทบทวนคำสั่ง เพื่อให่แน่ใจว่าเด็กเข้าใจคำสั่งแล้ว
- ให้คำสั่งครั้งละ 1 ขั้นตอน
- ใช้การสัมผัสทางกาย สามารถช่วยให้เด็กจดจ่อมากขึ้น
- กระตุ้นให้เด็กพูดทวนในสิ่งที่ตัวเองกำลังทำ ดีกว่าให้เด็กทำเสร็จอย่างรวดเร็ว
- พูดทบทวนคำสั่งทั้งก่อนและขณะที่ทำกิจกรรมนั้นอยู่
- แสดงให้เห็นถึงสิ่งที่ต้องทำ ทั้งแบบเขียนและรูปภาพ เช่น ตารางการทำงานบ้าน
การปรับพฤติกรรมเพื่อการทำงานที่เป็นระบบมากขึ้น
- สร้างกิจวัตรที่ทำเป็นประจำทั้งตอนตื่นนอและก่อนเข้านอน
- ควรให้เด็กทำงานหรือกิจกรรมต่างๆตามตารางเวลาแต่ไม่ควรทำให้เด็กรู้สึกว่ามากเกินไป
- การนอนไม่เพียงพอเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาสมาธิ ดังนั้น ควรให้เด็กมีการหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอ
- จัดให้มีพื้นที่เงียบและเป็นส่วนตัวให้กับเด็ก หรืออาจใช้ผ้าผืนใหญ่คลุมโต๊ะไว้เพื่อจัดพื้นที่สงบบริเวณใต้โต๊ะ
- วางแผนล่วงหน้าก่อนที่จะออกจากบ้านเพื่อไม่ให้เด็กเหนื่อยหรือหิว และควรพูดทบทวนกฎก่อนที่จะออกจากบ้าน
- ควรแน่ใจว่าพี่เลี้ยงหรือผู้ดูแลเด็กรู้และเข้าใจกฎ กติกาต่างๆ ในการวางเป้าหมายสำหรับพฤติกรรมที่เหมาะสม
การปรับพฤติกรรมเพื่อเพิ่มทักษะการจัดการสิ่งต่างๆ
- จัดบ้านให้เป็นระเบียบเรียบร้อย
- จัดพื้นที่ให้เด็กเพื่อใช้เป็นที่ทำการบ้านอ่านหนังสือ โดยที่พื้นที่นี้ควรห่างจากสิ่งเร้าต่างๆ
- ฝึกให้เด็กเตรียมชุดของวันรุ่งขึ้นก่อนที่จะเข้านอน และจัดสิ่งของต่างๆที่เด็กจำเป็นต้องใช้ที่โรงเรียนในที่ที่เด็กจะสามารถหยิบได้ง่าย
- ฝึกให้เด็กเขียนสิ่งที่ทำลงในสมุดโน้ต
- จัดวางนาฬิกาทั่วบ้าน และจัดวางนาฬิกาใหญ่ๆไว้ในห้องเด็ก
- จัดให้เด็กใช้เวลาอย่างเต็มที่ในการทำกิจกรรมต่างๆ เช่น การทำการบ้าน การเตรียมตัวไปโรงเรียน
- จัดให้มีการพักเป็นช่วงๆในช่วงระหว่างการทำการบ้าน
แปลโดย JALFAOMAGAR
วันศุกร์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2554
Animal Therapy เพื่อนรักบำบัดโรค
สัตว์บำบัด (Animal Therapy) เป็นศาสตร์หนึ่งของการแพทย์ทางเลือกในปัจจุบัน เริ่มนิยมแพร่หลายในโลกตะวันตกช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา โดยเฉพาะกับผู้ป่วยโรคทางจิตเวชและกล้ามเนื้อ แต่สำหรับการแพทย์ทางเลือกของไทย สัตว์บำบัดที่เข้ามามีบทบาทเป็นรูปธรรมมากที่สุดคือ การบำบัดเด็กพิเศษด้วยม้าหรืออาชาบำบัด
ม้าบำบัด .... สัญชาติญาณเสริมสร้างพัฒนาการ
ในทวีปยุโรปและอเมริกา "ม้าบำบัด" หรือ Horse Therapy หรือ Hippotherapy เกิดขึ้นราว ค.ศ.1900 เริ่มต้นด้วยแนวคิดที่ว่า "การเคลื่อนไหวของม้าใกล้เคียงกับการเคลื่อนไหวร่างกายของมนุษย์มากที่สุด ขณะอยู่บนหลังม้าคนกับม้าจะเคลื่อนไหวด้วยความรู้สึกเดียวกัน ไปพร้อมๆ กัน ทำให้เกิดสมาธิ สติ และสมดุลในร่างกาย"
ในทวีปยุโรปและอเมริกา "ม้าบำบัด" หรือ Horse Therapy หรือ Hippotherapy เกิดขึ้นราว ค.ศ.1900 เริ่มต้นด้วยแนวคิดที่ว่า "การเคลื่อนไหวของม้าใกล้เคียงกับการเคลื่อนไหวร่างกายของมนุษย์มากที่สุด ขณะอยู่บนหลังม้าคนกับม้าจะเคลื่อนไหวด้วยความรู้สึกเดียวกัน ไปพร้อมๆ กัน ทำให้เกิดสมาธิ สติ และสมดุลในร่างกาย"
ส่วนม้าบำบัดในเมืองไทย เฉพาะภาครัฐ พ.ต.อ.วุฒิวงศ์ มงคลนาวิน ผู้กำกับการ 4 (ตำรวจม้า) กองบังคับการตำรวจปฏิบัติการพิเศษ กองบัญชาการตำรวจนครบาล ผู้ก่อตั้งม้าบำบัดแห่งแรก เล่าว่า "เริ่มดำเนินการตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2548 เกิดจากความต้องการที่จะเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีกับประชาชน รวมทั้งใช้ทรัพยากรที่มีทั้งม้าและตำรวจในสังกัด ให้เกิดประโยชน์แก่ประชาชนมากที่สุด หลักการง่ายๆของม้าบำบัดคือโดยธรรมชาติ คนเราเวลาขี่ม้ามักจะกลัวตก ทำให้เกิดสติระแวดระวังภัย ส่งผลให้ส่วนต่างๆ ของร่างกายถูกกระตุ้นและทำงานประสานกันอย่างเต็มที่ เป็นการช่วยฟื้นฟูได้ทั้งสภาพกายและจิตใจ"
ปัจจุบันได้มีโครงการ "ม้าบำบัดเพื่อเด็กพิเศษ" ซึ่งให้บริการแก่เด็กที่มีอาการผิดปกติต่างๆ เช่น ออทิสติก พิการทางสมอง ระบบประสาทและกล้ามเนื้อ สมาธิสั้น พัฒนาการไม่เป็นตามวัย ฯลฯ ก่อนจะเริ่มโครงการต้องมีการคัดตำรวจอาสาสมัครเพื่อเข้ารับการฝึกบังคับม้าและจิตวิทยาเพื่อดูแลเด็ก จากนักกายภาพบำบัดผู้เชี่ยวชาญ แห่งศูนย์ Naplesequestrianchallenge อเมริกา โดยม้าที่ใช้บำบัดต้องได้รับการฝึกพิเศษกว่า 52 สัปดาห์ ในขณะบำบัดบนหลังม้า ตำรวจพี่เลี้ยงจะคอยชวนเด็กพูดคุย เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กเกิดความคุ้นเคยและยอมรับความรู้สึกผ่านทางการเคลื่อนไหวของม้า เมื่อครบระยะทางการบำบัด 1 กิโลเมตร จะมีกิจกรรมกลุ่มคือการกายบริหารบนหลังม้า เพื่อเสริมให้เด็กๆ เรียนรู้การใช้ชีวิตในสังคม ร่วมกับเพื่อนๆ ที่เข้ารับการบำบัด
สัตว์เลี้ยงบำบัดโรคได้อย่างไร
ลองนึกภาพขณะเล่นกับสัตว์เลี้ยงหรือเข้าเยี่ยมชมสวนสัตว์หรือแม้แต่โชว์ของสัตว์ต่างๆ เสียงหัวเราะและความประทับใจที่เกิดขึ้น เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนสำหรับการบำบัดความเครียดในคนปกติ ส่วนคนสูงอายุหรือคนป่วยที่มีปัญหาทางกล้ามเนื้อ เมื่อได้เล่นกับสัตว์เลี้ยง สัมผัสด้วย การแปรงขน ให้อาหาร จูงสัตว์เลี้ยงเดินเล่น ก็เป็นการฝึกพัฒนาการกล้ามเนื้อไปพร้อมกับบำบัดจิตใจให้แจ่มใส ไม่เครียด ได้อีกด้วย
ส่วนคนไข้ป่วยหนักที่ลุกออกจากเตียงไม่ได้ การได้เห็นหรือได้สัมผัสกับสัตว์เลี้ยงตัวโปรดจะช่วยให้ลืมความเจ็บปวดจากโรคร้ายและยืดเวลาอยู่บนโลกนี้ให้นานขึ้นได้ จากผลการสำรวจผู้ป่วย 92 รายในโรงพยาบาลเฉพาะทางด้านโรคหัวใจ ในนิวยอร์กพบว่า ผู้ป่วยที่มีสัตว์เลี้ยงอายุยืนกว่าผู้ที่ไม่มีสัตว์เลี้ยง เนื่องเพราะสัมผัสจากสัตว์เลี้ยงช่วยลดความดันโลหิต ปรับสมดุลความเครียด จึงทำให้ร่างกายและจิตใจสดใสแข็งแรง หรือแม้แต่ในเด็กพิเศษ สัมผัสและกิริยาที่ใสซื่อของสัตว์ก็เป็นอีกหนึ่งหนทางที่จะช่วยให้เด็กเหล่านี้กลับมาสู่โลกแห่งความเป็นจริง และมีชีวิตที่ปกติในสังคมได้
ในประเทศไทย การบำบัดโรคด้วยสัตว์หรือสัตว์เลี้ยงบำบัด ถือเป็นเรื่องของวงการแพทย์ทางเลือก ถึงแม้ยังไม่มีหน่วยงานดูแลและพัฒนาการบำบัดแบบนี้อย่างชัดเจน แต่ก็มีหลายโรงพยาบาลที่เริ่มใช้สัตว์เลี้ยงมาช่วยรักษาอาการของผู้ป่วย ที่สถาบันราชานุกูลและบ้านพักคนชราก็มีการทดลองใช้สัตว์เลี้ยงบำบัดกับผู้ป่วยทางจิตและคนชรา คล้ายกับที่หน่วยงานตำรวจใช้ม้าในการบำบัดเด็กพิเศษ
อันที่จริงแล้วสัตว์เลี้ยงทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็น สุนัข แมว นก ปลา หรือสัตว์อื่นๆ ที่ผู้ป่วยชื่นชอบ สามารถใช้ในการบำบัดโรคได้ ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับอาการป่วย เช่น ผู้ป่วยที่มีอาการภูมิแพ้ร่วมด้วยไม่เหมาะกับการใช้สัตว์ที่มีขนยาวในการบำบัดโรค เป็นต้น
วันอังคารที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554
การฝึกพูดสำหรับเด็กออทิสติก
เรียบเรียงโดย ลัดดาวัลย์ นาขันที
ความสามารถในการรับรู้และเข้าใจคำพูดตลอดจนการพูดสื่อความหมาย เป็นปัญหาใหญ่อย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นกับเด็กออทิสติก ส่งผลกระทบต่อการพัฒนาการทางภาษา และการพูดเมื่อถึงวัยอันสมควร ก่อให้เกิดความวิตกกังวลแก่บรรดาบิดามารดา ผู้เกี่ยวข้องและผู้อยู่ใกล้ชิดเป็นอย่างมาก อย่างไรก็ตามจะต้องคำนึงถึงกระบวนการเรียนรู้ที่ทำให้เกิดความสามารถในการพูดสื่อความหมายของเด็กปกติเสียก่อน บิดามารดาและผู้ที่อยู่ใกล้ชิดกับเด็กถือว่าเป็นบุคคลสำคัญอย่างมากในการสอนพูดเด็กต้องแสดงให้เด็กเห็นความสำคัญของการพูด กระตุ้นให้เด็กสนใจการพูด โดยใช้กิจกรรมที่ส่งเสริมให้เด็กได้เรียนรู้การพูด เช่น การกระตุ้นด้วยของเล่นที่มีเสียง การพูดคุยกับเด็กเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ ในชีวิตประจำวัน สอนให้เด็กเรียกชื่อสิ่งของที่คุ้นเคย ชื่ออวัยวะของร่างกาย ทำท่าประกอบเพลง เล่านิทานจากภาพ ฯลฯ ทุกอย่างที่กล่าวมาเด็กต้องได้รับการกระตุ้นอย่างต่อเนื่องและกระทำอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้การฝึกพูดได้ผลดี พัฒนาการทางภาษา และการพูดของเด็กออทิสติก จัดระดับความสามารถของการพูดและการใช้ภาษาไว้ 10 ระดับ
เรียงจากน้อยไปหามากดังนี้
ระดับ
|
การแสดงออก
|
1
|
- เงียบเฉย ไม่ออกเสียง
- ร้องไห้บ้าง ไม่มาก
- ส่งเสียงเมื่อไม่สบายบ้าง
|
2
|
- ออกเสียงบ้าง แต่เป็นเสียงเดียวซ้ำ
- ส่งเสียงเบาๆในคอ ส่งเสียงดัง เค้นเสียง กรีดร้องเมื่อตื่นเต้นตกใจ
- ส่งเสียง อา อี มากขึ้น แต่เป็นเสียงที่มีระดับเดียวกันเสมอต้นเสมอปลาย
|
3
|
- เปลี่ยนความดังและระดับเสียงได้มากขึ้น
- ส่งเสียงเป็นทำนอง
- ออกเสียงพยัญชนะ ค / ล / ก / บ / ประกอบสระอูได้ดี
- ออกเสียงเป็นทำนองซ้ำๆ
- ส่งเสียงอ้อแอ้ขณะอยู่ตามลำพัง
- หัวเราะเองไม่มีเหตุ
|
4
|
- ส่งเสียงอ้อแอ้มากขึ้น
- ออกเสียงพยางค์เปิด (พยัญชนะผสมสระ)เช่น มา ปู ปี ฯลฯ บ่อย ๆ
- เริ่มมีการออกเสียงวลีซ้ำๆ
|
5
|
- ออกเสียงเลียนแบบตัวอย่างที่เคยได้ยินมาก่อน
- เลียนแบบเสยงคำพูดบ่อยมากขึ้น
|
6
|
- ส่งเสียงคำที่ไม่มีความหมายบ่อยมาก
- ส่งเสียงคล้ายคำพูด แต่ฟังไม่ออกว่าเป็นภาษาอะไร แทนความหมายใดๆ
|
7
|
- เริ่มบอกชื่อ สิ่งของต่าง ๆ ที่ใช้บ่อยได้ถูก
- บอกชื่อบุคคล สมาชิกในครอบครัวได้ถูกต้อง
|
8
|
- ออกเสียงเป็นประโยคที่ประกอบด้วยคำ 3 คำได้ถูก (ใช้ถูกความหมาย)
- เรียกชื่อตนเองได้ถูกต้อง
|
9
|
- ใช้สรรพนามบุรุษที่ 1 แทนตัวเองได้ถูกต้องและคล่อง
|
10
|
- ออกเสียงประโยคยาว ๆ สื่อความหมาย และโต้ตอบได้ถูกต้อง
|
ความหมายในการแสดงออกทางการพูดตามระดับต่าง ๆ สามารถกระตุ้นให้เกิดพัฒนาการมากขึ้นมาได้ทุกระดับ ไม่จำกัดอายุ และระยะเวลา ความสามารถในการพูดสื่อ ความหมายจะมีมากน้อยนั้น ส่วนหนึ่งก็ต้องอาศัยจำนวนศัพท์ที่เรียนรู้ และความสามารถในการเชื่อมโยงความหมายให้เหมาะสมกับสถานการณ์
ข้อควรปฏิบัติที่จะช่วยให้เด็กออทิสติกพูดได้เหมาะสมตามวัย
1. พยายามพูดกับเด็กเกี่ยวกับสิ่งที่เด็กกำลังมองหรือกำลังกระทำอยู่ เช่น เห็นเด็กกำลังมองพัดลมควรพูดกับเด็กทันทีช้า ๆออกเสียงให้ชัดเจน ว่า “พัด – ลม” “พัด – ลม” เพื่อเป็นการสร้างเป้าหมายในการมองอย่างมีความหมาย
2. ขณะที่มีเสียงหนึ่งเสียงใดเกิดขึ้นรอบตัว เช่น เสียงหมาเห่า ควรชี้ชวนให้เด็กสนใจฟังอย่างสม่ำเสมอ เพื่อเป็นการสร้างเปาหมายในการฟังให้มีความหมาย
3. ขณะที่สิ่งใดสิ่งหนึ่งให้กับเด็ก จงพูดให้เด็กฟังถึงสิ่งที่ท่านกำลังทำอยู่ เช่น ขณะที่กำลังใส่กางเกง ควรสอนให้เด็กได้เรียนรู้ว่าสิ่งต่างๆมีชื่อเรียกอย่างไร เพื่อให้เด็กได้เรียนรู้คำศัพท์และเนื้อหาของคำศัพท์
4. ควรสอนจากความเข้าใจคำศัพท์ ก่อนนำมาสู่การพูด
5. ควรสอนเด็กให้พูดโดยใช้คำนามที่มองเห็นเป็นรูปธรรม เช่น เริ่มสอนเรียกพ่อ แม่ ชื่ออวัยวะ พร้อมทั้งจับมือแตะส่วนนั้นๆ
6. ควรให้เด็กมีโอกาสเปล่งเสียงออกมาบ้าง โดยสอนพูดนำแล้วเว้นระยะให้เด็กออกเสียง รอเวลาอย่าเร่งให้เด็กพูด
7. ควรเป็นแบบอย่างในการพูดที่ดีให้แก่เด็ก คือ พูดให้ชัดเจน ใช้คำถูกต้อง
8. อาจสอนโดยใช้โคลงกลอนหรือเพลง เช่น “ลูกเป็ดมันร้อง (ก๊าบ ก๊าบ) ลูกไก่มันร้อง (เจี๊ยบ เจี๊ยบ) ลูกหมามันเห่า (บ๊อก บ๊อก) ลูกแมวมันร้อง (เมี๊ยว เมี๊ยว)” จะทำให้เด็กรู้สึกพอใจ สนุกที่จะเปล่งเสียงพูดได้
9. เด็กบางรายอาจต้องใช้เทคนิคพิเศษเพื่อดึงความสนใจ และสร้างความพร้อมในการสอนภาษาและการพูด โดยเตรียมการมอง การฟังอย่างมีความหมาย ฝึกการเคลื่อนไหวปากลิ้น การเปล่งเสียง
1. พยายามพูดกับเด็กเกี่ยวกับสิ่งที่เด็กกำลังมองหรือกำลังกระทำอยู่ เช่น เห็นเด็กกำลังมองพัดลมควรพูดกับเด็กทันทีช้า ๆออกเสียงให้ชัดเจน ว่า “พัด – ลม” “พัด – ลม” เพื่อเป็นการสร้างเป้าหมายในการมองอย่างมีความหมาย
2. ขณะที่มีเสียงหนึ่งเสียงใดเกิดขึ้นรอบตัว เช่น เสียงหมาเห่า ควรชี้ชวนให้เด็กสนใจฟังอย่างสม่ำเสมอ เพื่อเป็นการสร้างเปาหมายในการฟังให้มีความหมาย
3. ขณะที่สิ่งใดสิ่งหนึ่งให้กับเด็ก จงพูดให้เด็กฟังถึงสิ่งที่ท่านกำลังทำอยู่ เช่น ขณะที่กำลังใส่กางเกง ควรสอนให้เด็กได้เรียนรู้ว่าสิ่งต่างๆมีชื่อเรียกอย่างไร เพื่อให้เด็กได้เรียนรู้คำศัพท์และเนื้อหาของคำศัพท์
4. ควรสอนจากความเข้าใจคำศัพท์ ก่อนนำมาสู่การพูด
5. ควรสอนเด็กให้พูดโดยใช้คำนามที่มองเห็นเป็นรูปธรรม เช่น เริ่มสอนเรียกพ่อ แม่ ชื่ออวัยวะ พร้อมทั้งจับมือแตะส่วนนั้นๆ
6. ควรให้เด็กมีโอกาสเปล่งเสียงออกมาบ้าง โดยสอนพูดนำแล้วเว้นระยะให้เด็กออกเสียง รอเวลาอย่าเร่งให้เด็กพูด
7. ควรเป็นแบบอย่างในการพูดที่ดีให้แก่เด็ก คือ พูดให้ชัดเจน ใช้คำถูกต้อง
8. อาจสอนโดยใช้โคลงกลอนหรือเพลง เช่น “ลูกเป็ดมันร้อง (ก๊าบ ก๊าบ) ลูกไก่มันร้อง (เจี๊ยบ เจี๊ยบ) ลูกหมามันเห่า (บ๊อก บ๊อก) ลูกแมวมันร้อง (เมี๊ยว เมี๊ยว)” จะทำให้เด็กรู้สึกพอใจ สนุกที่จะเปล่งเสียงพูดได้
9. เด็กบางรายอาจต้องใช้เทคนิคพิเศษเพื่อดึงความสนใจ และสร้างความพร้อมในการสอนภาษาและการพูด โดยเตรียมการมอง การฟังอย่างมีความหมาย ฝึกการเคลื่อนไหวปากลิ้น การเปล่งเสียง
การฝึกพูดเด็กออทิสติก
เมื่อเด็กเริ่มมีความเข้าใจ และมีความพร้อมในการสอนพูด อาจใช้เทคนิคเพื่อช่วยให้เด็กนึกคำตอบและสามารถสื่อสารกับผู้อื่นได้ง่าย ดังนี้
1. การพูดตาม เช่น
ขั้นที่ 1 : ผู้สอนถาม “นี่อะไร” ผู้สอนตอบ “ปลา”
เด็กพูดตาม “ปลา”
ขั้นที่ 2 : ผู้สอนถามซ้ำ “นี่อะไร”
เว้นระยะให้เด็กตอบ “ปลา”
2. การพูดต่อคำ เช่น
ขั้นที่ 1 : ผู้สอนถาม “นี่อะไร” ผู้สอนตอบ “กระต่าย”
เด็กพูดตาม “กระต่าย”
ขั้นที่ 2 : ผู้สอนถาม “นี่อะไร” ผู้สอนตอบนำคำแรก “กระ……”
เว้นระยะให้เด็ก ต่อคำ “……..ต่าย”
ขั้นที่ 3 : ผู้สอนถามซ้ำ “นี่อะไร”
เด็กตอบซ้ำทั้งคำ “กระต่าย”
3. การพูดต่อเสียง เช่น
ขั้นที่ 1 : ผู้สอนถาม “นี่อะไร” ผู้สอนตอบ “หมา”
เด็กพูดตาม “หมา”
ขั้นที่ 2 : ผู้สอนถาม “นี่อะไร” ผู้สอนตอบนำเสียง “อึม……” (ลากเสียง)
เว้นระยะให้เด็กต่อเสียงให้เป็นคำ “หมา”
ขั้นที่ 3 : ผู้สอนถามซ้ำ “นี่อะไร”
เด็กตอบซ้ำทั้งคำ “หมา”
4. การเดาจากรูปปาก เช่น
ขั้นที่ 1 : ผู้สอนถาม “นี่อะไร” ผู้สอนตอบ “ปาก”
เด็กพูดตาม “ปาก”
ขั้นที่ 2 : ผู้สอนถาม “นี่อะไร” ผู้สอนปิดริมปากแน่นขณะเด็กมองปาก
เว้นระยะให้เด็กตอบ “ปาก”
ขั้นที่ 3 : ผู้สอนถามซ้ำ “นี่อะไร”
เด็กตอบซ้ำ “ปาก”
เมื่อเด็กเริ่มมีความเข้าใจ และมีความพร้อมในการสอนพูด อาจใช้เทคนิคเพื่อช่วยให้เด็กนึกคำตอบและสามารถสื่อสารกับผู้อื่นได้ง่าย ดังนี้
1. การพูดตาม เช่น
ขั้นที่ 1 : ผู้สอนถาม “นี่อะไร” ผู้สอนตอบ “ปลา”
เด็กพูดตาม “ปลา”
ขั้นที่ 2 : ผู้สอนถามซ้ำ “นี่อะไร”
เว้นระยะให้เด็กตอบ “ปลา”
2. การพูดต่อคำ เช่น
ขั้นที่ 1 : ผู้สอนถาม “นี่อะไร” ผู้สอนตอบ “กระต่าย”
เด็กพูดตาม “กระต่าย”
ขั้นที่ 2 : ผู้สอนถาม “นี่อะไร” ผู้สอนตอบนำคำแรก “กระ……”
เว้นระยะให้เด็ก ต่อคำ “……..ต่าย”
ขั้นที่ 3 : ผู้สอนถามซ้ำ “นี่อะไร”
เด็กตอบซ้ำทั้งคำ “กระต่าย”
3. การพูดต่อเสียง เช่น
ขั้นที่ 1 : ผู้สอนถาม “นี่อะไร” ผู้สอนตอบ “หมา”
เด็กพูดตาม “หมา”
ขั้นที่ 2 : ผู้สอนถาม “นี่อะไร” ผู้สอนตอบนำเสียง “อึม……” (ลากเสียง)
เว้นระยะให้เด็กต่อเสียงให้เป็นคำ “หมา”
ขั้นที่ 3 : ผู้สอนถามซ้ำ “นี่อะไร”
เด็กตอบซ้ำทั้งคำ “หมา”
4. การเดาจากรูปปาก เช่น
ขั้นที่ 1 : ผู้สอนถาม “นี่อะไร” ผู้สอนตอบ “ปาก”
เด็กพูดตาม “ปาก”
ขั้นที่ 2 : ผู้สอนถาม “นี่อะไร” ผู้สอนปิดริมปากแน่นขณะเด็กมองปาก
เว้นระยะให้เด็กตอบ “ปาก”
ขั้นที่ 3 : ผู้สอนถามซ้ำ “นี่อะไร”
เด็กตอบซ้ำ “ปาก”
เทคนิคการช่วยเหลือในการฝึกพูด
เทคนิคการช่วยเหลือในการฝึก เรียงจากง่ายไปยาก ดังนี้
1. ช่วยจับทำ
คือ เมื่อสั่งให้เด็กทำกิจกรรมใดๆ ก็ตามถ้าเด็กไม่แสดงการรับรู้ รับฟังหรือปฏิบัติตามคำสั่งไม่ได้ ให้จับมือทำกิจกรรมนั้นซ้ำๆ โดยช่วยจับมือทำในทุกขั้นตอนที่ต้องการฝึก และพูดบอกเป็นระยะ เพื่อเป็นการชักนำให้เด็กเกิดความเข้าใจ และทำกิจกรรมตามคำสั่งหรือคำพูดได้
2. แตะนำ
คือ การลดความช่วยเหลือจากการช่วยเหลือจากการช่วยจับทำลง โดยแตะหลังมือข้อมือ หรือข้อศอกเด็ก เพื่อให้เด็กได้มีโอกาสทำกิจกรรมด้วยตนเองในขั้นตอนสุดท้าย
3. เลียนแบบ
คือ การลดความช่วยเหลือ จากการแตะนำลงโดยทำให้เด็กดู แล้วให้เด็กทำตามเป็นการสอนให้เด็กเรียนรู้ถึงการเลียนแบบตั้งแต่การเคลื่อนไหวร่างกายที่เห็นได้ชัดเจน ไปจนถึงการเลียนแบบการพูดต่อไป
4. ทำตามคำสั่ง
คือ เด็กสามารถเข้าใจคำพูดของผู้สอนและปฏิบัติตามคำสั่งได้ โดยไม่ต้องให้การช่วยเหลือข้างต้นใด ๆ ซึ่งแสดงว่าเด็กมีความเข้าใจความหมายของคำพูด และมีความพร้อมที่จะฝึกการเปล่งเสียงพูดอย่างมีความหมายได้ต่อไป
เทคนิคการช่วยเหลือในการฝึก เรียงจากง่ายไปยาก ดังนี้
1. ช่วยจับทำ
คือ เมื่อสั่งให้เด็กทำกิจกรรมใดๆ ก็ตามถ้าเด็กไม่แสดงการรับรู้ รับฟังหรือปฏิบัติตามคำสั่งไม่ได้ ให้จับมือทำกิจกรรมนั้นซ้ำๆ โดยช่วยจับมือทำในทุกขั้นตอนที่ต้องการฝึก และพูดบอกเป็นระยะ เพื่อเป็นการชักนำให้เด็กเกิดความเข้าใจ และทำกิจกรรมตามคำสั่งหรือคำพูดได้
2. แตะนำ
คือ การลดความช่วยเหลือจากการช่วยเหลือจากการช่วยจับทำลง โดยแตะหลังมือข้อมือ หรือข้อศอกเด็ก เพื่อให้เด็กได้มีโอกาสทำกิจกรรมด้วยตนเองในขั้นตอนสุดท้าย
3. เลียนแบบ
คือ การลดความช่วยเหลือ จากการแตะนำลงโดยทำให้เด็กดู แล้วให้เด็กทำตามเป็นการสอนให้เด็กเรียนรู้ถึงการเลียนแบบตั้งแต่การเคลื่อนไหวร่างกายที่เห็นได้ชัดเจน ไปจนถึงการเลียนแบบการพูดต่อไป
4. ทำตามคำสั่ง
คือ เด็กสามารถเข้าใจคำพูดของผู้สอนและปฏิบัติตามคำสั่งได้ โดยไม่ต้องให้การช่วยเหลือข้างต้นใด ๆ ซึ่งแสดงว่าเด็กมีความเข้าใจความหมายของคำพูด และมีความพร้อมที่จะฝึกการเปล่งเสียงพูดอย่างมีความหมายได้ต่อไป
เอกสารอ้างอิง
ศรีทนต์ บุญยานุกูล. ภาควิชาโสต นาสิก ลาริงซ์วิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.
คู่มือฝึกพูดเด็กออทิสติกสำหรับผู้ปกครอง.โรงพยาบาลยุวประสาทไวทโยปถัมภ์ จังหวัดสมุทรปราการ .
ศรีทนต์ บุญยานุกูล. ภาควิชาโสต นาสิก ลาริงซ์วิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.
คู่มือฝึกพูดเด็กออทิสติกสำหรับผู้ปกครอง.โรงพยาบาลยุวประสาทไวทโยปถัมภ์ จังหวัดสมุทรปราการ .
วันอาทิตย์ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2554
โรคเอ๋อ (ภาวะขาด ธัยรอยด์ฮอร์โมน) ในเด็ก
คุณพ่อ คุณแม่หลายคนคงเคยได้ยินเรื่องโรคเอ๋อกันจากรายการวิทยุ หรืออ่านจากข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์ แต่คงจะไม่รู้จักในรายละเอียดกันว่า โรคเอ๋อจริงๆนั้นเป็นอย่างไร และลูกของเรานั้นเป็นโรคเอ๋อหรือไม่ จะมีวิธีการตรวจได้อย่างไร หรือถ้าเป็นแล้วจะรักษาได้ไหม
โรคเอ๋อ นั้นเป็นที่เรียกกันให้เข้าใจง่าย เพราะเป็นภาษาชาวบ้านที่ใช้ เรียก เด็กที่มีภาวะปัญญาอ่อน ที่พบบ่อยตามหมู่บ้านบางแห่ง ในภาคเหนือ และ ภาคอีสานของไทย ซึ่งเมื่อเข้าไปศึกษาดู สาเหตุของภาวะปัญญาอ่อน ในเด็กเหล่านี้แล้วก็พบว่า เกิดจากการขาด ธัยรอยด์ฮอร์โมน
ธัยรอยด์ฮอร์โมนนั้น คือ ฮอร์โมนที่สร้างจากต่อมธัยรอยด์ ซึ่งก็คือต่อมที่อยู่ตรงบริเวณคอ ตรงที่เรียกกันว่า ลูกกระเดือก หรือ คอหอย ในคอของทุกคนนั่นเอง ต่อมธัยรอยด์นี้จะสร้างฮอร์โมน ที่มีความสำคัญมาก เพราะจะมีผลทำให้ส่วนต่างๆ ของร่างกายรวมทั้ง สมอง มีการเจริญเติบโต โดยการทำงานร่วมกับ ฮอร์โมนอื่นๆ ในร่างกาย ทำให้มีการเจริญเติบโต ของกระดูก และ ฟัน การควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย ฯลฯ
ดังนั้นการขาดธัยรอยด์ฮอร์โมน จึงมีผลทำให้ผู้นั้นเกิดความเฉื่อยชา รู้สึกหนาวง่าย และจะไม่ค่อย เจริญเติบโตสมวัย ไปถึงขั้นมีความเสื่อมของสติปัญญา ได้
ปัญหาโรคเอ๋อในเด็กนั้น จะเกิดได้ ใน 2 ลักษณะ คือ
แบบแรก ทารกเกิดมา โดยมีการผิดปกติของการสร้าง ธัยรอยด์ฮอร์โมน ตั้งแต่กำเนิด ซึ่งอาจเป็นจากที่เกิดมา โดยไม่มีต่อมธัยรอยด์นี้มาด้วย หรือ ถ้ามีก็อยู่ผิดที่ และไม่สามารถทำงานได้อย่างปกติ แต่ทารกที่คลอดออกมานั้น จะดูไม่ออกว่ามีปัญหานี้ เนื่องจากตอนที่ทารกอยู่ในครรภ์นั้นทารกจะ ได้รับธัยรอยด์ฮอร์โมน จากแม่มาช่วยในการเจริญเติบโต ระหว่างอยู่ในครรภ์ แต่ต่อมา ไม่นาน (เพียงไม่กี่สัปดาห์) ก็จะมีภาวะขาดธัยรอยด์ฮอร์โมน ทำให้ทารกมีลักษณะเซื่องซึม, เอาแต่นอน, ทานนมไม่เก่ง, ท้องผูก, ท้องอืด, สะดือจุ่น, มีภาวะตัวเหลืองหลังคลอด นานกว่าปกติ , ไม่ค่อยร้องกวน (ทำให้คุณพ่อ คุณแม่ บางคนคิดว่า ลูกเป็นเด็กเลี้ยงง่าย) ร้องเสียงแหบ ดูลิ้นใหญ่ จุกปาก, ผิวแห้งเย็น, เติบโตช้า , มีการพัฒนาการช้ากว่าเกณฑ์อายุในทุก ๆ ด้าน เช่น เด็กอายุ 3 เดือน ควรจะ ชันคอได้ดีแล้ว แต่เด็กที่มีปัญหาโรคเอ๋อจะยังคอไม่แข็ง ไม่สามารถยกศีรษะให้ตั้งอยู่ได้นาน
ในประเทศไทยเรานั้นยังพบว่า มีสาเหตุพิเศษ อีกอย่างหนึ่ง คือ การที่คุณแม่มีปัญหาขาด ธัยรอยด์ฮอร์โมน หรือ ขาดไอโอดีน ในระหว่างการตั้งครรภ์ เนื่องจากอยู่ในพื้นที่ที่ขาดสารไอโอดีน ในอาหาร และ น้ำดื่ม เช่น บางอำเภอทางภาคเหนือ หรือ บนภูเขาที่ทุรกันดาร และ บางจังหวัดทางภาคอีสาน ทำให้พบว่า เด็กในบางหมู่บ้าน เป็นโรคเอ๋อกันมาก
ในประเทศไทยเรานั้นยังพบว่า มีสาเหตุพิเศษ อีกอย่างหนึ่ง คือ การที่คุณแม่มีปัญหาขาด ธัยรอยด์ฮอร์โมน หรือ ขาดไอโอดีน ในระหว่างการตั้งครรภ์ เนื่องจากอยู่ในพื้นที่ที่ขาดสารไอโอดีน ในอาหาร และ น้ำดื่ม เช่น บางอำเภอทางภาคเหนือ หรือ บนภูเขาที่ทุรกันดาร และ บางจังหวัดทางภาคอีสาน ทำให้พบว่า เด็กในบางหมู่บ้าน เป็นโรคเอ๋อกันมาก
แบบที่สอง คือ ภาวะการขาด ธัยรอยด์ฮอร์โมนที่มาเป็นภายหลัง เช่น มีการติดเชื้อของต่อมธัยรอยด์ หรือ ได้รับยาบางชนิดที่รบกวน การทำงานของต่อมธัยรอยด์ ทำให้มีการสร้างธัยรอยด์ฮอร์โมนน้อยลง จนทำให้เกิดอาการเอ๋อได้ เด็กที่เกิดมาจะดูเป็นปกติ และ ในช่วงแรกก็มี การเจริญเติบโต และ พัฒนาการได้สมวัย แต่เมื่อเริ่มมีการขาดธัยรอยด์ฮอร์โมน ก็จะมีอัตราการเจริญเติบโต ค่อยๆช้าลง และเริ่มมีอาการ ของการขาดธัยรอยด์ฮอร์โมน ให้เห็นชัดเจนขึ้น เด็กจะมี ตัวเตี้ย เฉื่อยชา และ มีอายุกระดูกช้า (จากการตรวจดูอายุกระดูก โดยการเอกซ์เรย์ )
ซึ่งถ้าพบว่า ทารกรายใดมีผลเลือดผิดปกติ ก็จะได้มีการติดตามทารกรายนั้นมา ทำการตรวจเลือดเพิ่มเติม เพื่อการวินิจฉัยที่ถูกต้อง และเริ่มการรักษาด้วย ธัยรอยด์ฮอร์โมน ได้ตั้งแต่เนิ่นๆ ก่อนที่ทารกจะมีอาการของโรคเอ๋อ และ สามารถป้องกันการเกิดภาวะปัญญาอ่อนได้ ทำให้ทารกนั้นมีการเจริญเติบโต และ พัฒนาการได้อย่างปกติ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)