Custom Search

วันศุกร์ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2554

โรคลมชัก เกร็ง ไม่รู้สึกตัว เหม่อ ชั่วขณะ

     อาการชักที่เกิดจากโรคลมชัก มีหลายลักษณะด้วยกัน รวมทั้งสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคลมชักก็มีมากมายหลายสาเหตุ ดังนั้นเพื่อให้ผู้อ่านได้รับทราบข้อมูลในเรื่องนี้  “X-RAY สุขภาพ”  จึงมาพูดคุยกับ รศ.น.พ.อนันต์นิตย์ วิสุทธิพันธ์ หัวหน้าหน่วยประสาทวิทยาภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี      รศ.น.พ.อนันต์นิตย์ กล่าวว่า โรคลมชัก เป็นความผิดปกติของสมองอย่างหนึ่ง เกิดจากการที่สมองเสียการทำงานไปชั่วขณะเกิดการปลดปล่อยกระแสไฟฟ้าที่ผิดปกติออกมาชั่วครู่ทำให้ผู้ป่วยแสดงอาการชักออกมา ซึ่งมีหลายรูปแบบด้วยกัน เช่น ชักกระตุก เกร็งไปทั้งตัว หรือที่ชาวบ้านเรียกว่าลมบ้าหมู ซึ่งเป็นอาการชักที่รุนแรง ผู้ป่วยจะแสดงอาการเกร็งทั้งตัว ตาเหลือก กัดฟัน น้ำลายไหล บางคนชักแบบเหม่อ ตาค้าง หรือชักแบบทำอะไรโดยไม่รู้สึกตัว เช่นอาจจะมีพฤติกรรมแปลก ๆ เป็นระยะเวลาสั้น ๆ จำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้      แต่ปัญหาคืออาการที่เกิดในบางครั้งไม่ใช่อาการชักที่เกิดขึ้นในบางครั้ง และถึงแม้ว่าจะเป็นการชักจริงก็ไม่ได้เกิดจากโรคลมชัก แต่อาจจะเกิดจากสาเหตุอื่น ๆ หรือเป็นโรคอื่น ๆ สาเหตุของโรคลมชักเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ส่วนหนึ่งเกี่ยวข้องกับพันธุกรรม เกิดจากการที่มีรอยโรคในสมองที่อาจจะเกิดจากสาเหตุต่าง ๆ และมีอีกกลุ่มที่เกิดโดยไม่ทราบสาเหตุ

ระหว่างเด็กและผู้ใหญ่


     ในผู้ใหญ่โดยมากมักจะมีสาเหตุจากความผิดปกติในสมอง เช่น เนื้องอกในสมอง เส้นเลือดในสมองตีบ ขอด จากการที่เลือดออกในสมองหรือเคยมีเลือดออกในสมอง สมองฝ่อ การติดเชื้อในสมอง แต่โรคลมชักในเด็ก ส่วนใหญ่แล้วมักจะเกิดขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุ เด็กบางคนอาจเกิดจากการติดเชื้อระหว่างการตั้งครรภ์ หรือระหว่างตั้งครรภ์มีการตกเลือด คลอดยาก ซึ่งเด็กที่เป็นโรคลมชักจากสาเหตุเหล่านี้มักจะมีพัฒนาการด้านร่างกายและสมองผิดปกติตามมาด้วย นอกจากนี้สภาพแวดล้อมบางอย่างก็สามารถกระตุ้นให้เกิดอาการชักได้ เช่น แสงไฟ วูบ ๆ วาบ ๆ เป็นจังหวะ ๆ เป็นต้น     ประเด็นหนึ่งที่ต้องแยกแยะออกมา เด็กที่มีอาการชักซึ่งมิใช่โรคลมชักคือ อาการชักที่เกิดร่วมกับการมีไข้ พบได้ในเด็กอายุประมาณ 5 เดือนไปจนถึง 5-6 ขวบ อาการชักที่เกิดมักจะเป็นอาการชักกระตุกเกร็งทั้งตัวเป็นระยะเวลาสั้น ๆ 2–3 นาที ในวันแรกที่เกิดมีไข้สูง มักจะเป็นเด็กที่ปกติแข็งแรงดี มีพัฒนาการปกติ อาจจะมีประวัติครอบครัวหรือมีญาติพี่น้องที่มีอาการเช่นเดียวกันนี้ อาการชักในลักษณะเช่นนี้อาจจะเกิดซ้ำ ๆ ได้อีกหลาย ๆ ครั้ง และจะไม่เกิดอาการอีกภายหลังอายุ 6 ขวบ และจะไม่อันตรายต่อสมองหรือพัฒนาการใด ๆ     ที่สำคัญคือ ในบางครั้งการติดเชื้อที่สมองหรือเยื่อหุ้มสมองซึ่งเด็กจะมีไข้ร่วมอาจจะทำให้เกิดอาการชักได้ ดังนั้นในบางครั้งแพทย์จะต้องทำการตรวจวิเคราะห์น้ำไขสันหลังซึ่งจะช่วยในการวินิจฉัยการติดเชื้อเหล่านี้ได้     ในการวินิจฉัยโรคลมชัก จะอาศัยการซักประวัติเป็นหลัก รวมทั้งการตรวจร่างกาย การตรวจคลื่นสมอง จะช่วยในการยืนยันโรคหรือช่วยในการติดตามดูแลคนไข้ เช่นนำผลการตรวจคลื่นสมองมาใช้ในการพิจารณาหยุดยากันชัก     ดังนั้นการตรวจคลื่นสมอง มิใช่ว่าต้องทำทุกราย ในกรณีที่ไม่สามารถตรวจได้ก็ไม่เป็นไร แพทย์สามารถให้การรักษาได้โดยการวินิจฉัยจากประวัติและอาการชักที่เกิด แต่ถ้าทำได้จะทำให้ได้ข้อมูลเพิ่มขึ้น

     เนื่องจากโรคลมชักในเด็กมักจะไม่มีสาเหตุ ดังนั้นโอกาสที่จะรักษาหาย และหยุดยากันชักมีมากกว่าผู้ใหญ่ ถ้าเป็นผู้ใหญ่ส่วนมากต้องกินยาและรักษาอย่างต่อเนื่อง แต่ในเด็กถ้ากินยาต่อเนื่องควบคุมอาการได้ มีโอกาสสามารถหายขาดได้สูงกว่า
     ในการรักษาโรคลมชักส่วนใหญ่จะใช้การรักษาด้วยยาเป็นหลัก นอกจากบางคนที่อาจจะไม่ต้องกินยากันชักแต่ใช้วิธีการหลีกเลี่ยงปัจจัยที่มากระตุ้นอาการชัก แต่จะมีคนป่วยจำนวนหนึ่งที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยากันชัก อาจต้องใช้การรักษาด้วยวิธีการอื่น ๆ อย่างอื่น เช่น การผ่าตัด การให้สารอาหารเฉพาะบางชนิด การใช้อุปกรณ์ไฟฟ้ากระตุ้นเส้นประสาทสมอง

     สำหรับการเลือกใช้ยากันชักในผู้ป่วยแต่ละคน ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลาย ๆ ปัจจัย เช่น ลักษณะอาการชัก เพศ อายุ ความสะดวกในการกินยา ราคาของยา ซึ่งแพทย์จะมีแนวทางเลือกยาที่เหมาะสมกับผู้ป่วยสำหรับผู้ป่วยแต่ละคน โดยผู้ป่วยจะต้องกินยาอย่างต่อเนื่องตามคำแนะนำ มิใช่กิน ๆ หยุด ๆ การที่ต้องกินยาต่อเนื่องก็เพื่อเป็นการป้องกันการชักซ้ำ และเพื่อเป็นการรักษาให้หายจากโรค
     โดยทั่วไป ถ้าไม่มีสาเหตุเฉพาะหรือเป็นโรคลมชักเฉพาะชนิด ถ้าผู้ป่วยไม่มีอาการชักในช่วงที่กินยาต่อเนื่องเป็นเวลา 2-3 ปีแล้ว แพทย์ก็จะพิจารณาให้หยุดยากันชัก แต่ถ้าอาการชักนั้น ๆ เป็นโรคลมชักมีสาเหตุเช่นเกิดจาก โรคเนื้องอกในสมอง โรคเส้นเลือดในสมองตีบหรือแตก โอกาสที่จะรักษาหายมีน้อย ก็อาจจะต้องกินยายาวนานขึ้น     คนทั่วไปมักเข้าใจผิดคิดว่ายากันชักจะไปกดสมอง ทำให้โง่ ในความเป็นจริงแล้วยาแต่ละชนิดมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ยากันชักสามารถช่วยควบคุมและรักษาโรคลมชัก แต่ก็มีบางชนิดที่อาจทำให้เกิดการง่วงซึมได้ แต่เป็นเพียงชั่วคราวชั่วขณะเท่านั้น ยาไม่ได้กดสมองไม่ได้ทำให้คนกินโง่ เพียงแต่บางชนิดอาจจะทำให้คิดช้า หรืออาจทำให้เซื่องซึมในระยะต้น ๆ บางชนิดอาจจะทำให้สมาธิไม่ค่อยดี ซึ่งอาจจะเป็นชั่วคราว มีบางรายเท่านั้นที่จะต้องเปลี่ยนไปใช้ยาชนิดอื่น ๆ     ที่สำคัญคือยากันชักทุกชนิดอาจจะทำให้เกิดอาการแพ้ยาได้ แต่เกิดได้ไม่บ่อย ดังนั้นในกรณีที่แพทย์พิจารณาแล้วว่าจะต้องกินยากันชักต่อเนื่องจะต้องมีการติดตามการรักษากับแพทย์อย่างต่อเนื่อง     อนึ่งยากันชักอาจจะทำให้เกิดผลเสียต่อบุตรในครรภ์ของสตรีมีครรภ์ และเป็นโรคลมชัก ดังนั้นก่อนที่สตรีที่เป็นโรคลมชักจะตัดสินใจตั้งครรภ์ควรจะต้องปรึกษาแพทย์ก่อนทุกคน     รศ.น.พ.อนันต์นิตย์ บอกว่า โรคลมชักส่วนใหญ่ไม่ได้อันตรายอย่างที่คิด สามารถรักษาให้หายขาดได้ การเสียชีวิตจากอาการชักมีน้อยมาก ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการชักมากกว่า เช่น ศีรษะกระแทกพื้น หรือเกิดการสำลักจนทำให้ปอดอักเสบ ติดเชื้อ ดังนั้นคนที่เป็นโรคนี้อย่าคิดว่าเป็นปมด้อย หลายคนที่เป็นโรคลมชักก็สามารถเรียนจบปริญญาโท ปริญญาเอกได้ แพทย์บางคนก็เป็นโรคลมชัก     สิ่งที่พึงระวังคืออาการชักอาจจะถูกกระตุ้นให้เกิดได้จากการที่ร่างกายพักผ่อนไม่พอเพียง จากการอดนอน หรือจากสารกระตุ้นเช่นเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์หรือกาเฟอีน นอกจากนี้ควรจะหลีกเลี่ยงทำกิจกรรมบางอย่างที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดอันตรายการว่ายน้ำคนเดียว การปีนป่ายที่สูง การขับขี่ยานพาหนะ การใช้เครื่องจักรที่เป็นอันตราย หรือการเล่นกีฬาที่อาจจะเกิดภยันตรายต่อศีรษะและสมอง

วันศุกร์ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

เมื่อฉันเป็นครูการศึกษาพิเศษ

บทความดี ๆ จาก ครูบ้านนอก Blog
http://www.kroobannok.com/blog/20133

ฉันเคยเป็นครูการศึกษาพิเศษ สอนคอมพิวเตอร์เด็กพิการทางหู..เด็กพิการทางหู(หูหนวก) ส่วนมากจะเป็นใบ้พูดไม่ได้..นอกจากเปล่งเสียงออกมาอย่างไม่มีความหมาย ฟังไม่รู้เรื่องเพราะเขาไม่เคยได้ยินมาก่อนทำให้ไม่สามารถเรียนแบบเสียงพูดเป็นภาษาได้.เด็กพิการทางหูก็เหมือนเด็กปกติทั่ว  ไป รูปร่าง หน้าตาน่ารัก มีหัวเราะ ร้องไห้ งอแง เหมือนเด็กปกติทั่วไป...เด็กพิการชั่งน่าสงสารเหลือเกินเขาจะไม่มีโอกาสได้อยู่กับพ่อแม่เหมือนกับเด็กปกติ เพราะเขาต้องมาเรียนรู้ตั้งแต่ตัวเล็ก  เรียนอนุบาลก็ต้องมาอยู่โรงเรียนประจำกิน-นอนแล้ว เพราะการศึกษาพิเศษจะจัดการศึกษาตั้งแต่แรกพบอาการ จะบอกว่าใครที่มีบุตร หลาน พิการต้องส่งมาฝึก สอน เรียน ที่โรงเรียนศึกษาพิเศษเลยก็ว่าได้..พ่อแม่เป็นห่วงก็ต้องฝืนใจและอดทนที่จะต้องส่งลูกมาอยู่ประจำ เพื่อที่จะให้ลูกสามารถช่วยตัวเองได้ อยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข เมื่อเขาโตขึ้นเขาสามารถมีอาชีพ ประกอบอาชีพได้เหมือนคนปกติทั่วไป....ตลอดระยะเวลา 4 ปี ที่ฉันเป็นครูการศึกษาพิเศษ มันทำให้ฉันเรียนรู้และเข้าใจชีวิตมากขึ้น รู้จักรัก รู้จักการให้..และฉันก็รู้สึกดีทุกครั้งที่นึกถึงอดีตที่เคยได้ดูแลเด็กพิการ..ครั้งหนึ่งทางโรงเรียนจัดกิจกรรมเข้าค่ายให้อยู่ร่วมกันระหว่างเด็กพิการทุกประเภท..เด็กพิการทางหู เด็กพิการทางสายตา(ตาบอด) เด็กออทิสติก(ปัญญาอ่อน)...มาอยู่ร่วมกันในค่าย ฉันมีหน้าที่เป็นครูพี่เลี้ยงร่วมกับครูอื่น  พาเด็กจัดกิจกรรม เดินทางไกล ทัศนศึกษา..ฯลฯ เราเห็นเด็กสนุกเราก็มีความสุขไปด้วย เด็กน้อยช่างไร้เดียงสาเสียเหลือเกิน เด็กออทิสติกตัวเล็ก   เราคุยเล่นด้วยพานั่งพัก..เขาก็เข้ามาคลอเคลียเรานอนหนุนตัก..มากอด..มาหอมแก้ม.(ตอนที่น่ารักนะ แต่ตอนดื้อนี่สิค่ะวิ่งไล่จับไม่ทันเลย!!!) เด็กพิการทางสายตาพูดเก่งมาก..ร้องเพลงเสียงดัง แต่เขาไม่สามารถมองเห็นได้ต้องมีเพื่อนและครูคอยนำทาง มีเพื่อนจับมือเวลาเดินเพราะเดี๋ยวจะชนกัน...จะบอกว่าฉันสอนเด็กพิการทางหูมานานไม่เคยร้องไห้ แต่พอมาเจอเด็กพิการทุกประเภท..มันทำให้ฉันถึงกับกลั้นไม่อยู่
กลับมาพักผ่อนที่บ้านพักนอนร้องไห้โฮ..มันคงเป็นเพราะฉันมันอ่อนแอเกินไป ยิ่งนึกถึงเด็กพิการทางสายตา เวลาเขานั่งหลับบนรถเขาเอนหัวมาซบไหล่เรา เขาตื่นขึ้นมาเมื่อถึงที่เที่ยว ด้วยความที่เราอยากให้เขาได้ดู ได้เห็น แต่เขากับมองไม่เห็น.. ฉันมันไม่สามารถเป็นครูการศึกษาพิเศษที่ดีได้ ฉันมันอ่อนแอเกินไป ฉันมันไม่เข้มแข็งพอ ครูการศึกษาพิเศษไม่ใช่ใครก็เป็นได้ ครูการศึกษาพิเศษต้องเป็นครูที่เสียสละมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเวลางานหรือเวลาส่วนตัว ต้องดูแลเด็ก เหมือนเป็นลูกของตัวเอง ครูการศึกษาพิเศษต้องเข้มแข็งทั้งกาย และใจ ครูบางคนทำงานจนลืมแต่งงานเพราะต้องอยู่กับเด็กตลอด) ฉันขอชื่นชมครูการศึกษาพิเศษทุกคน ที่สามารถทำงานเพื่อเด็กพิการได้.....อย่างไรก็ตามถ้าหากฉันมีเวลา ถ้าทุก อย่างลงตัว ฉันจะหาโอกาสทำสิ่งดี  ให้กับเด็กพิการบ้าง คิดถึงลูกศิษย์ตัวน้อย ....(ครูน้อง)



วันศุกร์ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2554

การจัดการเรียนการสอนสำหรับเด็กสมาธิสั้น (ต่อ)


การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนสำหรับเด็กสมาธิสั้น
        เมื่อเด็กสมาธิสั้นเข้าโรงเรียน พฤติกรรมที่พ่อแม่มองว่าน่ารักน่าเอ็นดูอาจเปลี่ยนแปลงไป จนเริ่มจะไม่เป็นที่ยอมรับของเพื่อน ๆ และคุณครู ดังนั้นคุณครูที่มีเด็กสมาธิสั้นอยู่ในห้องมักจะควบคุมเด็กเพิ่มขึ้น เพ่งเล็งเด็กมากขึ้น เพื่อน ๆ ในชั้นเรียนที่มีเด็กสมาธิสั้นเรียนอยู่ด้วยก็จะได้รับการว่ากล่าวมากกว่าห้องเรียนที่ไม่มีเด็กสมาธิสั้นเรียน
        สิ่งที่คุณครูควรทราบอีกสิ่งหนึ่งคือ  เด็กสมาธิสั้นส่วนใหญ่จะมีระดับเชาว์ปัญญาอยู่ในเกณฑ์ปกติ น้อยรายจะมีปัญญาอ่อนร่วมด้วย บางรายอาจมีระดับเชาวน์ปัญญาดีเลิศ การที่เด็กสมาธิสั้นมิได้หมายความว่าเด็กจะเรียนไม่ได้ หรือมีปัญหาในการเรียนทุกรายไป เพียงแต่มีระยะเวลาติดตามการเรียนสั้นกว่าเด็กอื่น
        ปัญหาด้านการเรียนที่พบในเด็กสมาธิสั้นบ่อยที่สุด คือ ความบกพร่องในความสามารถด้านการอ่านหนังสือ การเขียน หรือการคิดคำนวณถึงร้อยละ 10-30  จึงเรียนไม่ทันเพื่อน ทำให้มีปัญหาทางการเรียนรู้ ( Learning Disability ) จึงจำเป็นต้องจัดการเรียนการสอนที่แตกต่างไปจากเด็กปกติ
        เด็กสมาธิสั้นต้องการพ่อแม่   และคุณครูที่เข้าใจ โดยเฉพาะคุณครูจะให้ความช่วยเหลือเด็กได้เป็นอย่างดี   ส่งผลทำให้เด็กได้พัฒนาความสามารถในการเรียนรู้มากยิ่งขึ้น

เทคนิคการสอนเด็กสมาธิสั้น
        เด็กสมาธิสั้นควบคุมตนเองไม่ได้ จัดระเบียบให้ตนเองไม่ได้เหมือนกับเด็กทั่วไป   ครูต้องช่วยจัดระเบียบการเรียนไม่ให้ซับซ้อนเพื่อให้เด็กสามารถประสบความสำเร็จในการเรียน

กิจกรรมประจำวัน
        กิจกรรมในแต่วันต้องมีลักษณะคงที่ มีตารางเรียนแน่นอน   ครูต้องบอกล่วงหน้าและย้ำเตือนความจำทุกครั้งก่อนมีการเปลี่ยนแปลง หาป้าย ข้อความ สัญลักษณ์ หรือช่วยเหลือความจำเด็กในการทำกิจกรรมต่าง ๆ ให้เรียบร้อย เช่น ให้เด็กเขียนชื่อวันบนปกหนังสือหรือสมุด เพื่อให้จัดตารางเรียนได้สะดวก

การจัดการเรียนการสอนสำหรับเด็กสมาธิสั้น

ครูที่สอนเด็กสมาธิสั้น ควรมีสิ่งต่อไปนี้
        1. มีความรู้เรื่องเด็กสมาธิสั้น
        2. มีความต้องการที่จะรับรู้ลักษณะความต้องการพิเศษของเด็กสมาธิสั้น
        3. มีเทคนิคการสอนเด็กสมาธิสั้น
        4. มีความสามารถวิเคราะห์สาเหตุของปัญหาว่าพฤติกรรมใดที่แสดงว่าเด็กทำไม่ได้ พฤติกรรมใดที่เกิดจากการต่อต้าน
        5. เลือกวิธีใช้ในการแก้ปัญหาของเด็กและแรงจูงใจให้เด็กเรียน
        6. มีความสนใจที่จะทำความเข้าใจเด็กมากกว่าสนใจผลการเรียนของเด็ก
        7. ใช้การเสริมแรงทางบวก เช่น จับไหล่ เคาะสมุด เพื่อดึงความสนใจให้มาอยู่ที่แบบเรียนมากกว่าการเสริมแรงทางลบ เช่น เรียกชื่อ ดุ ด่า ว่าประจานในห้องให้อับอาย
        8. มีเวลาที่จะเรียกเด็กมาพูดคุยชี้แนะนอกเวลาเรียน
        9. พูดคุยกับผู้ปกครองอย่างน้อย 1 ครั้ง / สัปดาห์ หรือจดหมายติดต่อสื่อสารเกี่ยวกับเด็ก
        10. ใช้คำพูดสั้น ๆ บอกแนวทางการทำงานและผลงานที่ครูต้องการ
        11  มีความสามารถควบคุมห้องเรียนได้
        12  ยอมให้เด็กเคลื่อนไหวในห้องเรียนได้บ้างก่อนทำงานที่มอบหมายเสร็จเรียบร้อย
        13  มีข้อตกลงและระเบียบของห้องเรียน
        14  เนื้อหาการเรียนขึ้นอยู่กับความสามารถของเด็ก
        15  วิชาเรียนที่เด็กสนใจควรจัดให้สลับกับวิชาเรียนที่เด็กไม่สนใจ

การเตรียมการสอน
        การเตรียมการสอนครูจะต้องเตรียมและดำเนินการ ดังนี้
        1.   งานที่ให้ทำต้องพอเหมาะกับความสนใจของเด็ก ก่อนสอนครูต้องสังเกตความสนใจ ช่วงความสนใจของเด็ก ครูต้องแบ่งงานเป็นขั้นตอนย่อย ๆ ใช้เวลาไม่เกิน 4 นาทีแล้วให้เด็กทำทีละขั้น เมื่อเสร็จแล้วจึงให้ทำขั้นต่อ ๆ ไปตามลำดับ
        2.   งานบางอย่างที่เกินความสามารถของเด็กสมาธิสั้นจะทำได้ครบทุกขั้นตอนด้วยตนเอง ครูอาจให้เด็กทำขั้นที่เด็กแน่ใจว่าทำได้ ครูตรวจเมื่อถึงขั้นที่เด็กไม่แม่นยำก่อนที่จะทำต่อไป และเรียกเด็กมาทำตัวต่อตัวเมื่อถึงขั้นที่เด็กยังทำไม่ได้

การมอบหมาย
        1.   ครูควรใช้คำพูดให้น้อยลง พูดช้า ๆ ชัดเจน กระชับ ครอบคลุม ไม่ใช้คำสั่งที่คลุมเครือ ไม่บ่นตำหนิติเตียนจนเด็กแยกไม่ถูกว่าครูให้ทำอะไร
        2.   ให้เด็กสมาธิสั้นพูดทบทวนที่ครูสั่งหรืออธิบายก่อนลงมือทำ เพื่อให้แน่ใจว่าเด็กเข้าใจในสิ่งที่ครูพูด และครูเห็นปัญหาว่าเด็กไม่เข้าใจเรื่องใด และเป็นการฝึกให้เด็กพูดถ่ายทอดความคิดของตนเอง

การควบคุมขณะทำงาน
        1.   ให้เด็กทำงานเป็นขั้นตอน เช่น ทำทีละข้อ หรือทีละหน้า อย่าให้งานจนเด็กรู้สึกว่ามากเกินไป
        2.   การฝึกให้เด็กควบคุมตนเองเพื่อทำงาน ครูควรควบคุมการทำงานโดยบอกให้เด็กทำงานทีละขั้น เมื่อเด็กทำได้ดีแล้วครูค่อย ๆ ถอนตัวออก แต่ก็อย่าทิ้งไปเลย ควรตรวจการทำงานเป็นครั้งคราว
        3.   ฝึกเด็กให้ทำงานทีละอย่างให้สำเร็จ แล้วจึงเริ่มงานชิ้นใหม่ต่อไป
        4.   ให้เด็กทำงานตามเวลาที่กำหนดให้ เมื่อครบเวลาที่กำหนดแล้วถ้ายังไม่เสร็จครูต้องตรวจงานของเด็ก

การจัดห้องเรียน
          เขียนข้อตกลง ไว้เป็นลายลักษณ์อักษร เช่น ถอดรองเท้าก่อนเข้าห้องเรียน   ไม่วิ่งเล่นในห้องเรียน ส่งการบ้านที่นี่ เป็นต้น
          ข้อตกลงควรมีลักษณะเข้าใจง่าย เขียนสั้น ๆ เฉพาะที่สำคัญ แน่นอนไม่เปลี่ยนไปมา ทบทวนข้อตกลงบ่อย ๆ ลงโทษตามที่ตกลงกันไว้ ให้เจตคติทางบวก เป็นต้น
          จัดหาที่วางของในห้องเรียนในตำแหน่งเดิม เพื่อให้เด็กจำง่ายว่าจะวางอะไรไว้ที่ใด วางให้เป็นที่เป็นทาง
          สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้นักเรียนรู้ขอบเขตความประพฤติของตนเอง

การจัดที่นั่ง
        1.1   จัดให้นั่งข้างหน้า หรือ แถวกลาง
        1.2   ไม่อยู่ใกล้ประตูหรือหน้าต่างที่มองเห็นข้างนอกห้องเรียน
        1.3   จัดให้นั่งใกล้ครูเพื่อดูแลได้อย่างใกล้ชิด
        1.4   ไม่ให้เพื่อที่ซุกซนชอบเล่นนั่งอยู่ใกล้ ๆ


วันเสาร์ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

โรคอื่นที่มีลักษณะคล้ายกับเด็กสมาธิสั้น

     การที่จะวินิจฉัยว่าเด็กเป็นโรค ADHD จะต้องระวังเพราะหากว่าเป็นโรคนี้แล้วจะต้องให้การรักษาเป็นระยะเวลานาน ดังนั้นจะต้องแยกโรคที่มีลักษณะใกล้เคียงดังตัวอย่างเช่น เด็กปกติมาตลอดแต่เมื่อพ่อแม่เสียชีวิต เด็กมีพฤติกรรมเปลี่ยนไป เด็กที่หูชั้นกลางอักเสบจะมีปัญหาการสื่อสารกันทำให้เด็กมีปัญหาความสัมพันธ์ โรคที่มีลักษณะคล้ายกันเช่น
          -  ความบกพร่องในการเรียนรู้ ( learning disability : LD )
          -  โรคลมชัก
          -  มีปัญหาการได้ยิน
          -  เด็กเป็นโรคซึมเศร้าหรือวิตกกังวล
    
     ผู้ป่วยโรคสมาธิสั้นมักจะพบร่วมกับโรคอะไรบ้าง
    
ผู้ป่วยที่เป็นโรคสมาธิสั้นมักมีปัญหาทางพฤติกรรม การเรียนรู้ และการเข้าสังคมดังนั้นเด็กบางคนอาจจะมีปัญหาที่พบร่วมกันโรคต่าง ๆ ที่อาจจะพบร่วมกันได้แก่
         
มีความบกพร่องในการเรียนรู้
         
Tourette's syndrome ผู้ป่วยจะมีการกระตุกของหน้า ร่วมกับการกระพริบตาถี่ๆ
         
มีภาวะต้านสังคม เริ่มแรกอาจจะมีการดื้อคำสั่ง ทำร้ายเพื่อเมื่อไม่พอใจ หรืออาจจะทำร้ายตัวเอง หากไม่แก้ไขก็อาจจะกลายเป็นภาวะต่อต้านสังคม อาจจะชอบขโมย จุดไฟเผา ทำลายทรัพย์สิน
         
มีความวิตกกังวลหรือซึมเศร้า

สาเหตุของโรคสมาธิสั้น
     สาเหตุที่แท้จริงยังไม่ใครทราบว่าเกิดจากอะไร จากการศึกษาการทำงานของสมองของคนเป็นโรคสมาธิสั้นพบว่าสมองบางส่วนมีการทำงานน้อยกว่าปกติ และยังพบอีกว่าแม่ที่สูบบุหรี่ ดื่มสุราหรือใช้ยาเสพติดระหว่างตั้งครรภ์ อาจจะมีผลทำให้สมองเด็กมีปัญหาในการพัฒนา นอกจากนั้นยังพบว่าสารตะกั่วในสิ่งแวดล้อมก็น่าจะมีส่วนทำให้เกิดโรคนี้

การวินิจฉัยโรค
    
การวินิจฉัยโรคนี้มีความลำบากเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของโรคจะค่อยเป็นค่อยไป โดยที่พ่อแม่หรือคนใกล้ไม่ทันสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลง นอกจากนั้นการเกิดโรคก็สามารถเกิดได้ตั้งแต่อายุ 3-7 ขวบ ดังนั้นโรคนี้มักจะวินิจฉัยโดยคุณครูเนื่องจากเด็กที่เป็นโรคจะแตกต่างจากเด็กอื่นค่อนข้างมาก

ขั้นตอนการวินิจฉัย
    
เมื่อแพทย์ได้รับการปรึกษาจากผู้ปกครองแพทย์จะเริ่มการตรวจวินิจฉัยโรคโดยมีขั้นตอนดังนี้
         
1. วินิจฉัยเพื่อแยกโรคอื่นที่มีลักษณะใกล้เคียง
              
ตรวจดูสิ่งแวดล้อมทั้งที่บ้านและโรงเรียนว่ามีปัญหาความเครียดให้เด็กหรือไม่ พ่อแม่และครูแก้ปัญหาอย่างไร
              
ตรวจดูอารมณ์ของเด็ก
              
ตรวจโรคลมชัก
              
ตรวจเรื่องการได้ยินและการมองเห็น
               ตรวจเรื่องภูมิแพ้และอาหารที่มี caffiene หากเด็กได้รับมากเกินไปอาจจะทำให้เด็กเกิดซุกซน
         
2. แพทย์จะประเมินพฤติกรรมของเด็กว่าเข้าได้กับอาการของโรคสมาธิสั้นหรือไม่ นอกจากนั้นแพทย์อาจจะต้องเฝ้าดูพฤติกรรมของเด็กที่โรงเรียนและที่บ้าน
         
3. แพทย์จะให้ครูทั้งอดีตและปัจจุบันประเมินพฤติกรรมของเด็ก
         
4. มีการทดสอบความสามารถในการปรับตัว สุขภาพจิต IQ ของเด็ก
          
5. แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะประเมินพฤติกรรมของเด็กในสิ่งแวดล้อมต่างกัน เช่นการอ่านหนังสือ ระหว่างคิดเลข ระหว่างการเล่นเกมส์

การใช้ยาในการรักษา
     ยาที่ใช้รักษาเด็กสมาธิสั้นที่ได้แก่ methylphenidate , dextroamphetamine ,  pemoline ยากลุ่มนี้จะช่วยลดความไม่อยู่นิ่งของเด็กและช่วยให้เด็กมีสมาธิในการเรียน ทำงาน การคัดลายมือ และการกีฬา แต่ต้องระลึกไว้เสมอว่ายาเหล่านี้ไม่ใช่ยารักษาโรค ยานี้เป็นเพียงควบคุมอาการของโรค เชื่อว่าการใช้ยากลุ่มนี้ร่วมกับการใช้ พฤติกรรมบำบัด การดูแลด้านจิตใจ และการประคับประคองอย่างอื่นจะช่วยทำให้เด็กดีขึ้น
     ข้อที่ต้องระวังของการใช้ยาเหล่านี้ เนื่องจากยาเหล่านี้หากใช้ไม่ถูกต้องอาจจะเป็นเสพติด ดังนั้นต้องปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ ในเด็กมักไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องติดยา และเมื่อการรักษาได้ผลต้องให้กำลังใจเด็กว่ากว่าการชื่นชมว่าเป็นผลของยาเพราะจะทำให้เด็กต้องพึ่งยา

พ่อแม่ต้องเรียนรู้วิธีการดูแลเด็ก
     ดังที่กล่าวข้างต้น เด็กเหล่านี้จะมีปัญหาเรื่องความสัมพันธ์กับคนในสังคม เด็กจะทรมานกับการทำการบ้านแต่แล้วก็ลืมเอาไปส่งครู เด็กจะมีปัญหากับเพื่อนร่วมชั้น พี่น้อง ส่วนพ่อแม่ที่ไม่เข้าใจเด็กก็จะไม่สนใจเนื่องจากเด็กจะไม่เชื่อฟังพ่อแม่จะไม่สามารถควบคุมเด็ก เด็กจะไม่มีระเบียบวินัย ต่อมาพ่อแม่ก็จะใช้วิธีดุ ตีแม้ว่าจะทราบว่าเป็นวิธีที่ไม่ถูกต้องแต่ก็ไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไร พฤติกรรมการดุด่าและการลงโทษจะทำให้อาการของเด็กแย่ลง เด็กจะดื้อมากขึ้น ต่อต้าน ก้าวร้าว วิธีการที่ดีกว่าคือ การให้คำชมหรือรางวัลเมื่อเด็กแสดงพฤติกรรมที่ถูกต้อง และควบคุมพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม โดยการงดกิจกรรมที่เด็กชอบ หรือตัดสิทธิอื่น ๆ ทั้งพ่อแม่และเด็กจะต้องปรึกษานักจิตเพื่อช่วยกันประคับประคองความรู้สึก พฤติกรรมให้เป็นไปในแนวทางที่ถูกต้อง พ่อและแม่ต้องพูดคุยกับแพทย์เพื่อที่จะได้ช่วยให้ความรู้เกี่ยวกับข้อจำกัด ที่ตัวเด็ก และช่วยแนะนำแนวทางปฏิบัติตัวเพื่อให้เด็กได้ใช้ความสามารถด้านอื่นทดแทนในส่วนที่บกพร่อง

ผู้ใหญ่ก็เป็นโรคสมาธิสั้น
     โรคสมาธิสั้นไม่ใช่โรคที่เกิดกับเด็กเท่านั้น ปัจจุบันพบว่าผู้ใหญ่หลาย ๆ คนก็มีปัญหานี้ทำให้ชีวิตไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร ลักษณะต่อไปนี้จะช่วยบ่งชี้ว่าท่านอาจจะเป็นโรคสมาธิสั้น และต้องได้รับการรักษา
         
มีประวัติบ่งชี้เป็นโรคสมาธิสั้นในเด็ก
          ใจร้อน โมโหง่าย
         
อารมณ์ขึ้นลงเร็ว
         
หุนหัน พลันแล่น ขาดความยับยั้งชั่งใจ
         
สามารถทนกับความเครียด หรือสิ่งที่ทำให้คับข้องใจได้น้อย
          ไม่ค่อยมีสมาธิในการทำงาน
         
รอคอยอะไรนานๆไม่ได้
          มักจะทำงานหลายชิ้นในเวลาเดียวกัน และไม่สำเร็จสักชิ้น
          นั่งนิ่ง ๆ อยู่ได้ไม่นาน
          -  เบื่อง่าย ต้องการสิ่งเร้าใจอยู่เสมอ
         
ไม่มีระเบียบ
         
เปลี่ยนงานบ่อย เนื่องจากความผิดพลาดในการทำงาน
         
ผิดนัด หรือลืมทำเรื่องสำคัญอยู่เสมอ
         
มีปัญหากับคนรอบข้าง เช่น สามี ภรรยา ญาติพี่น้อง หัวหน้าหรือเพื่อนร่วมงาน